ตร.คุม 2 ผู้ชุมนุมรีเด็มฝากขัง ดำเนินคดี 6 ข้อหา ค้านประกัน เหตุโทษสูงเกรงหนี ศาลไม่อนุญาตปล่อยตัว

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พนักงานสอบสวน สน.พลพหลโยธิน ยื่นคำร้องฝากขังผ่านระบบจอภาพ นายร่อซีกีน นิยมเดชา เเละ น.ส.หทัยรัตน์ แก้วสีคราม ทั้งคู่อายุ 20 ปี ความผิดฐาน ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังป ระทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป, ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ, เมื่อเจ้าพนักงานส่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป แต่ผู้กระทำไม่เลิก, ร่วมกันทำให้เสียหายทำลายทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย, ร่วมกันมั่วสุม หรือทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดเกินยี่สิบคนในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดและอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหากับโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า เมื่อเช้าวันเดียวกัน เวลา 07.30 น.

โดยคำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่าวันที่ 2 พฤษภาคม เวลาประมาณ 16.55 น.ได้มีกลุ่มมวลชนมารวมตัวกันประมาณ 300 คน เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่บริเวณหน้าศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ตามที่ได้มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ“ เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH” เชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมทำกิจกรรมดังกล่าว

ซึ่งแม้ว่ามวลชนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่จะได้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า แต่ก็ไม่ได้มีการเว้นระยะที่ห่างกันเกิน 1 เมตรตามมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อ (โควิด-19) แต่อย่างใด โดยการทำกิจกรรมดังกล่าวมีการรวมของกลุ่มบุคคลที่มีความแออัดเกิน 20 คนในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดและอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อ ตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น.แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการประกาศยุติการจัดกิจกรรมและให้มวลแยกย้ายเดินทางออกจากพื้นที่ แต่ปรากฏว่าได้มีมวลชนบางส่วนยังคงรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณหน้าศาลอาญา

จนกระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.พหลโยธินได้ประกาศแจ้งให้มวลชนดังกล่าวยุติกิจกรรมและแยกย้ายเดินทางออกจากพื้นที่โดยหากยังไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการเข้าตรวจสอบต่อมาได้มีมวลชนบางส่วนได้ข้ามถนนไปยังบริเวณปากซอยรัชดาภิเษก 32 ซึ่งอยู่บริเวณตรงข้ามศาลอาญาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกำลังชุดควบคุมฝูงชนเข้าไปในพื้นที่การจัดกิจกรรมและดำเนินการขอคืนพื้นที่ แต่กลุ่มมวลชนที่รวมตัวกันบริเวณปากซอยรัชดาภิเษก 32 ได้ขว้างปาสิ่งของและวัตถุระเบิด (ระเบิดปิงปอง) เข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนเป็นเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากพลุ หรือวัตถุระเบิดที่กลุ่มมวลชนปาใส่จำนวนหลายนายจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนจึงได้นำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์จนกลุ่มมวลชนบริเวณดังกล่าวถอยร่นเข้าไปภายในซอยรัชดาฯ 32 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมชุดควบคุมฝูงชนกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาจึงได้เข้าไปดูแลพื้นที่ภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 19 บริเวณร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 19 ซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อกับซอยรัชดาภิเษก 32 ปรากฏว่าเมื่อเดินทางไปถึงได้พบกับกลุ่มมวลชนที่รวมกลุ่มกันที่บริเวณดังกล่าวประมาณ 30 คนเมื่อกลุ่มมวลชนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ขว้างปาสิ่งของและวัตถุระเบิดอีกทั้งได้นำไม้เข้ามาทุบทำลายรถยนต์และรถตู้ที่นำกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเข้ามาในพื้นที่จนได้รับความเสียหาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพร้อมกับพวกได้ลงมาจากรถยนต์และสามารถตั้งรูปขบวนได้ จึงได้เข้าทำการกดดันให้กลุ่มมวลชนถอยร่นไป แต่ปรากฏว่ากลุ่มมวลชนบางส่วนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์อ้อมมาที่บริเวณด้านหลังของขบวนและได้เข้าทุบทำลายรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตั้งขบวนเข้ากดดันให้ล่าถอยและติดตามจับกุมอีกครั้งจนมาถึงบริเวณทางขึ้นสะพานข้ามคลองลาดพร้าวภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 19 เจ้าหน้าที่ตำรวจพบนายร่อซีกัน น.ส.หทัยรัตน์ ผู้ต้องหาที่ 1, 2 อยู่ที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจำได้ว่าบุคคลทั้งสองคนอยู่ในกลุ่มมวลชนที่เข้ามาทุบทำลายและขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์และน่าเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับมวลชนที่รวมตัวกันที่บริเวณปากซอยรัชดาภิเษก 32 ที่ได้ขว้างปาวัตถุระเบิดหรือพลุเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าควบคุมสถานการณ์จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายนายและอยู่ในกลุ่มมวลชนที่เข้าร่วมการจัดกิจกรรมบริเวณหน้าศาลอาญาเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้เข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ซึ่งจากตรวจสอบพบว่ามีรถยนต์5คันที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกลุ่มมวลชนขว้างปาสิ่งของและเข้าทุบทำลาย

เหตุเกิดที่บริเวณทางขึ้นสะพานข้ามคลองลาดพร้าวภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 19 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม จตุจักร กทม. ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 138 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่ง, 295 ประกอบมาตรา 289(2), 215 วรรคหนึ่ง, มาตรา 216 และตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ข้อกำหนดที่ออกตามความมาตรา 9แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 22 ข้อ 3 ประกาศกรุงเทพมหานครเรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 25) และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ

โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาโดยตลอดจะครบกำหนดควบคุมตัว 48 ชั่วโมง หาก แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นโดยจะต้องสอบพยานจำนวน 6 ปาก, รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสองมาประกอบสำนวนการสอบสวนเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวข้างต้นจึงขออนุญาตศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ในระหว่างการสอบสวนครั้งเเรก 12 วันตั้งเเต่วันที่ 3-14 พฤษภาคม
ท้ายคำร้องระบุว่า หากผู้ต้องหาทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาทั้งสองเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปเกรงว่าจะหลบหนีและยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง

ต่อมา น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่1-2
ซึ่ง ศาลได้พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบข้อคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองไป มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ยื่นคำร้องขอให้ศาลตรวจสอบการจับกุม 1 ในเยาวชนที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มรีเดม ศาลได้ทำการไต่สวนตามที่พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ผู้ร้องขอแล้ว มีคำสั่งว่าให้ออกหมายควบคุมเว้นแต่มีประกัน ต่อมาผู้ปกครอง ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยให้ทำสัญญาประกัน วางหลักประกันจำนวน 10,000 บาท

สำหรับนายคุณภัธร คะชะนา ซึ่งถูกแจ้งข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ตำรวจสน.พหลโยธินได้นำตัวส่งฟ้องฝากขังศาลแขวงพระนครเหนือ โดยนายคุณภัธรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จะให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 21 พฤษภาคม ก่อนได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 10,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ และนัดอีกครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กทม.เพิ่มช่องทางรับผู้ป่วยโควิดเข้ารักษา ผ่านไลน์ @bkkcovid19connect ตอบกลับใน 1 ชม.
บทความถัดไปชาวบ้าน 3 ตำบล เอาผิด ‘พ.ต.ท.’ หลอกทอดผ้าป่าซ่อมตู้ยาม เกือบปีไม่คืบ หายเงียบพร้อมเงิน 2.5 แสน