‘เต้น’ ชี้ คนกลุ่มเดียวที่มีอนาคตคือ ประยุทธ์และพวก ต้นเหตุคนหนุ่มสาวอยากย้ายประเทศ

‘เต้น’ ชี้ คนกลุ่มเดียวที่มีอนาคตคือ ประยุทธ์และพวก ต้นเหตุคนหนุ่มสาวอยากย้ายประเทศ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เขียนข้อความถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ และกระแสการขอย้ายประเทศ เพื่อไปหาช่องทางการทำมาหากินที่อื่น เพราะหมดหวังกับการเมืองไทยที่ถูกผูกขาดโดยคนฝั่งเดียวมีอำนาจ ระบุว่า

หลายปีก่อนเสื้อแดงทำอะไรก็ผิด ถูกฆ่าคดีไม่ถึงศาล แบกรับการดูถูกเหยียดหยาม จนบางคนประชดขึ้นป้าย “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา” มีคนไปแจ้งความ ร้อง ป.ป.ช. กลายเป็นเรื่องใหญ่

วันนี้คนหนุ่มสาวใช้เวลา 2 วันรวมตัวกันในเพจ ”ย้ายประเทศกันเถอะ” เกินครึ่งล้าน เป็นห่วงว่าใครจะหน้ามืดหาเรื่องจับเด็กอีก ถ้าไม่มีปัญญาหรือไม่คิดจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าก็อย่าไปเพิ่มปัญหาเลย กรรมจะตกถึงลูกหลาน

ในเพจนั้นคงมีทั้งแบบคิดจริงจังซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ประชด เกาะกระแส ฯลฯ ก็คงมีบ้าง แต่รวมความคือพวกเขาศึกษาอดีต เห็นปัจจุบัน และมีข้อสรุปร่วมกันว่าไม่เห็นอนาคตประเทศไทย

ผมเข้าใจพวกเขานะ เพราะวันนี้คนกลุ่มเดียวที่มีอนาคตคือ พล.อ.ประยุทธ์กับพวกและกลุ่มพลังอำนาจที่อุ้มชูสนับสนุน คนพวกนี้สมประโยชน์กันและสร้างอนาคตของตัวเองบนฐานอำนาจของกันและกัน

พล.อ.ประยุทธ์อิงพลังที่อุ้มอยู่ ส่วนพลังนั้นก็แอบอยู่กับอำนาจรัฐที่ พล.อ.ประยุทธ์ถือไว้ มีรัฐธรรมนูญ 60 เป็นหลักประกัน ใช้การเลือกตั้งฟอกขาว เอา ส.ว. 250 คนเป็นนั่งร้าน ล็อกยุทธศาสตร์ชาติไว้ 20 ปี

คนหนุ่มสาวรับไม่ได้และไม่เห็นวี่แววความเปลี่ยนแปลงก็คงอยากย้ายเพราะประเทศส่วนใหญ่ไม่เป็นแบบนี้ แต่ถึงที่สุดพวกเขาจะเข้าใจตรงกันว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และความรู้สึกนี้จะกลายเป็นพลังหันมาสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้มีอนาคตเพื่อคนทุกฝ่าย มีพื้นที่ ให้คนทุกกลุ่ม มีความเท่าเทียมให้คนทุกคน

ผมเชื่อว่าการต่อสู้นั้นกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ไม่ว่าการชุมนุมแต่ละครั้งคนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร พลังบริสุทธิ์นี้จะไม่หายไป และจะยิ่งขยายตัวในกลุ่มคนที่เติบโตตามกันมา รวมทั้งขยายผลในกลุ่มคนที่ผ่านชีวิตผ่านสังคมมาก่อน

ย้ายประเทศเป็นแสนเป็นล้านคนเป็นไปไม่ได้ แต่คนย้ายข้างความคิดมายืนด้วยกันเป็นไปได้ ถ้าพวกเขาเข้าใจเหตุผลและเข้าถึงความจริง

ผู้มีอำนาจควรเรียนรู้เพราะถ้ารอประชาชนให้บทเรียน อาจเป็นบทเรียนที่ราคาแพงจนคาดไม่ถึง

คนหนุ่มสาวก็ต้องเรียนรู้เช่นกันว่าหลักคิดหรือแนวทางการต่อสู้แบบไหนจะเกิดพลัง และนำสู่ความสำเร็จได้จริงโดยไม่ต้องผ่านบทเรียนที่เจ็บปวดเหมือนพวกผม

ผมไม่อยากเห็นอดีตของตัวเองในการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว แต่อยากเห็นอนาคตที่งดงามของประเทศผ่านจิตวิญญาณของพวกเขา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อว.ใช้ iMap เชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียม สนับสนุนการบริหารข้อมูลเชิงพื้นที่ในสถานการณ์โควิด -19
บทความถัดไปผลสแกนเข่า ‘ชนาธิป’ ไม่หนักมาก แต่แพทย์ให้พัก ต้องลุ้นทันช่วย ‘ช้างศึก’ ไหม