‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ เคยเกิดขึ้นมานานแล้วในไทย หนีเผด็จการ-อนุรักษนิยมขวาจัด

นับตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดในประเทศไทย จนขณะนี้เข้าสู่ระลอก 3 สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่ายังไม่สามารถวางใจได้แม้แต่น้อย อีกทั้งวิธีบริหารจัดการโดยรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังเป็นที่วิพากษณ์วิจารณ์เสมอมา โดยเฉพาะในประเด็นการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้า ไม่รอบด้าน ถูกวิจารณ์ว่ากีดกันวัคซีนอื่นๆ ด้วยเหตุผลทางการเมืองเศรษฐกิจ

พลันที่กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อแบ่งปันขั้นตอนวิธีการย้ายไปอยู่ประเทศอื่น รวมทั้งให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ในการดำรงชีวิตในต่างแดน มีการแลกเปลี่ยนให้คำปรึกษากันอย่างจริงจัง แม้จะมีกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายแสดงความเห็นขับไล่ เยาะเย้ย ในแนวคิดการย้ายประเทศ แต่กลุ่มดังกล่าว ก็ยังคงปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยมีชาวไทย ที่เคยอยู่ในไทย และเห็นปัญหาในประเทศ จนหาช่องทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศเจริญแล้วหลายประเทศสำเร็จ กลับมาให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง บางโพสต์มีคนกดไลค์นับแสน แชร์ต่อจำนวนมาก ผู้ติดตามต่างแสดงความชื่นชม ปรึกษา ขอคำแนะนำ และแสดงความตั้งใจที่จะดำเนินการตามหากมีโอกาส

คึกคักหรือไม่ ดูที่ยอดเข้าร่วม แค่ 3 วัน สถิติคนเข้าร่วม เกือบ 7 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน

ยอดเข้าร่วมเกือบ 7 แสนคน ในเวลาเพียง2-3 วัน

ทั้งนี้แนวคิดการย้ายประเทศ เพราะเหตุผลทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะความหมดหวังกับระบบบริหารของประเทศ ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นในปีนี้ แต่เกิดมาแล้วต่อเนื่องในอดีต โดยเฉพาะในสมัยที่ไทยมีการปกครองในระบอบเผด็จการทหาร หรือมีทหารเข้ายึดอำนาจ ควบคุมการปกครองประเทศ เช่นสมัย ที่ประเทศปกครองด้วย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันโดน นพ.เหวง โตจิราการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กเล่าเรื่องกระแสการย้ายประเทศหนีเผด็จการของไทย เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ระบุว่า

ย้ายประเทศกันเถอะ เคยเกิดเมื่อหกสิบปีที่แล้วในประเทศไทย ประเทศไทยเมื่อราวปี 2505 ในยุคของเผด็จการทหารสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส

คนจบแพทย์มากกว่า90% มุ่งหน้าไปใช้ชีวิตที่อเมริกากันทั้งนั้นครับ เพราะพวกเขามีความเห็นว่า โอกาสของชีวิตที่อเมริกา ดีกว่าในประเทศไทยเยอะมาก

ในระยะเวลาต่อมา ด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือดแหลมคมมากทางการเมือง ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ทำให้กระแสความคิดเรื่อง รับใช้ประชาชนได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมา

คำขวัญที่ติดริมฝีปากของเยาวชนในสมัยนั้นคือ

” แท้จริงสหายคิด ต้องตั้งจิตและยึดถือ รับใช้ประชาคือ ปลายทางที่เล่าเรียน”

“สุดท้ายปลายทางที่เราเรียนก็มุ่งเพื่อรับใช้ประชาชน”

เรียงตามลำดับ จอมพลถนอม กิตติขจร (คนซ้าย) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (คนกลาง) และ จอมพลประภาส จารุเสถียร  (คนขวา)

ทำให้กระแสการทิ้งประเทศไปอยู่ต่างประเทศจางหายไปใช่ครับ การต่อสู้ทางการเมือง ระหว่าง เผด็จการกับประชาธิปไตย นี่แหละที่ทำให้ เกิดการกระแสนักเรียนนักศึกษาไทย ต้องรับใช้ประชาชนคนไทยที่ถูกกดขี่ขูดรีดจนถึงที่สุด

ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะในแผ่นดินใหญ่ พคจ.ได้พลิกโฉมการบริการทางการแพทย์สาธารณสุขของโลกอย่างรุนแรงโดยเกิด “หมอตีนเปล่า” จำนวนมหาศาลขึ้นมาในทุกหมู่บ้านของจีน เพื่อสร้างหลักประกันให้กับประชาชนจีนทุกคนที่มีจำนวนหลายร้อยล้านคนได้รับการดูแลทางสุขภาพคุณภาพใกล้เคียงกันอย่างทั่วหน้า ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก

นักศึกษาแพทย์ไทยที่รับเอาแนวคิด “รับใช้ประชาชน”ได้ผลักดันให้เกิดมาตรการที่คนจบแพทย์ต้องรับใช้ประชาชนในชนบทไม่ใช่ทิ้งประเทศไปเรียนอเมริกาหรือต่างประเทศจึงเป็นที่มาของ “แพทย์รับทุน และต้องชดใช้ทุนภายหลังจบแพทย์สามปีในชนบท”

ปัจจุบันนี้เกิด สภาพการณ์ทางการเมืองที่กดขึ่ข่มเหงเข่นฆ่าคนเห็นต่าง แยกขั้วทางการเมือง แยกความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ จากการกระทำของพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัด อำนาจนิยมเผด็จการทหาร ทำการจับกุมคุมขังเข่นฆ่าคนเห็นต่างอย่างมืดหน้าตามัว  ไม่คำนึงถึงความชอบธรรมใดๆทั้งสิ้น โอกาสทางชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจในสังคมไทยหม่นหมองลงโดยสิ้นเชิง จึงทำให้เป็นเรื่องธรรมดามากที่ คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมีศักยภาพทั้งหลาย ไม่ต้องการที่จะจมปลักในสังคมเช่นนี้อีกต่อไป จะไปก่นด่าว่าพวกเขาไม่รักประเทศ เป็นพวกชังชาติ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะพวกผู้มีอำนาจที่กุมอำนาจประเทศนี้มาอย่างยาวนานนั่นแหละ ได้ทำลายความสดใสรุ่งเรืองของประเทศนี้ไปแล้ว และกำลังกระทำย่ำยีให้มันแย่ยิ่งไปกว่านี้ ในที่สุดเมล็ดพืชพันธุ์ใหม่ๆที่สดใสรุ่งโรจน์มีศักยภาพ ก็จะไหลออกจากประเทศนี้่ไป ทิ้งไว้ให้เหลือแต่ความหดหู่เศร้าหมองโรยรา

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เดือดปรอทแตก! แจ้งความเอาผิด ‘เดฟ เลดัก’ ห้ามเข้าประเทศไทย
บทความถัดไปสลด! ไฟไหม้เช้ามืด ป้าพิการเสียในกองเพลิง ญาติเผยชีวิตสุดรันทด