‘เลขาฯ สมช.’ แจง ตั้ง คกก.เฉพาะกิจบูรณาการแพทย์ฯ เพื่อประสานงาน-ลดภาระหมอ ชี้ ไม่ซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น ยัน “หมอ” เป็นกำลังหลักสู้โควิด ส่วนทหารช่วยด้านมั่นคง ย้ำ ฟังข้อมูล สธ.เป็นหลัก เผย ‘นายกฯ’ คำนึงถึง ปชช. เร่งปรับปรุง ‘ที่กักตัวคลองเตย’ ให้ได้มาตรฐาน หลังโซเชียลวิจารณ์ไม่มีคุณภาพ เข้ม ซีลชายแดน มาจาก ตปท.พ้นกักตัว ก็ยังต้องห่างสังคม
เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศปก.ศบค. และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า ตามประกาศฉบับที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นห่วงใน 8 ประเด็น เช่น หน้ากากอนามัย วัคซีน และยารักษาโรค ทาง ศปก.ศบค.จึงจะใช้เวทีของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ชุดนี้บูรณาการและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่นายกฯ ให้ความสนใจและห่วงใยเพื่อแจ้งกลับไปให้นายกฯ ได้รับทราบตามเวลา และหากมีสิ่งใดที่นายกฯให้นโยบายมาก็จะรับไปดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ชุดนี้จะซ้ำซ้อนกับศูนย์ปฏิบัติการชุดต่างๆ ที่อยู่ใน ศบค.หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ในกรอบ ศบค.ทั้งหมด ตนมีส่วนเข้าร่วมในทุกกิจกรรม ทุกกรรมการ เป็นบุคคลหลักในการบูรณาการงานทุกคณะกรรมการให้เป็นไปอย่างประสานสอดคล้อง ไม่ให้ไม่ซ้ำซ้อน ส่วนความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมารองรับการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปก้าวล่วงทุกหน่วยงานได้
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าศบค. ให้ทหารมารบกับโรคระบาด แทนที่จะเป็นแพทย์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในศบค.มีหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานวิจัย กองบัญชาการกองทัพไทย เราที่มีอยู่หลายหน่วยงานไม่ใช่มีเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว ซึ่งงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ มีความจำเป็นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนงานด้านอื่นก็จำเป็นที่ต้องมีการบูรณาการ เพื่อให้ประสานสอดคล้อง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือหน่วยงานใดที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล และนายกฯ ดังนั้นถ้าไม่มีหน่วยงานบูรณาการ แพทย์ซึ่งรับผิดชอบในการรักษาโรคหรือป้องกันการแพร่ระบาดก็ต้องมารับภาระประสานการปฏิบัติให้สอดคล้องด้วย เช่น การระวังป้องกันตามแนวชายแดนเพื่อไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายความมั่นคง ฉะนั้นเห็นว่างานต่างๆ มีมากมาย การที่ตนได้รับมอบจากนายกฯ เข้ามาก็เพื่อประสานการปฏิบัติเท่านั้น ด้านการรักษาโรคการป้องกันการแพร่ระบาดเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารสุข
เมื่อถามถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในชุมชนแออัด เช่นคลองเตย จะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มีการประชุมและวางโครงสร้างรองรับลงไปถึงในระดับเขต ซึ่งเรียกว่า ศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาด โควิด-19 เขตต่างๆ ที่มีโครงสร้างที่แบ่งเขตเพื่อให้การทำงานสอดประสานกันไปได้ในการป้องกันการแพร่ระบาด ดังนั้นจึงต้องให้แต่ละเขตมีการจัดระบบอย่างสมบูรณ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันได้เริ่มใช้มาได้ 2 วันแล้ว ซึ่งจะใช้ให้ครบ 50 เขตต่อไป
เมื่อถามว่า หากถึงวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคน ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น ศบค.จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งที่ ศบค. กำหนดมาตรการการแพร่ระบาด เราจะฟังข้อเสนอแนะของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก ซึ่งทางกระทรวงก็จะวิเคราะห์ต้นเหตุของการแพร่ระบาดในแต่ละครั้งว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ยกตัวอย่าง ในช่วงระลอกที่หนึ่ง มีการแพร่ระบาดมาจากการเดินทางมาจากต่างประเทศ ระลอกที่สองเกิดจากแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และระลอกที่สามนี้เกิดจากสถานบันเทิง ทั้งนี้เมื่อออกมาตรการมาแล้ว และใกล้ครบ 14 วัน ก็ต้องมาประเมินอีกครั้งหนึ่งว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ยังทำให้เกิดการแพร่ระบาด ซึ่งเราก็ต้องออกมาตรการป้องกันต่อไป
เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะถึงขั้นล็อกดาวน์หรือเคอร์ฟิวหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า นายกฯ ห่วงใยในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้ศบค. พิจารณาอย่างรอบคอบในการพิจารณาการออกมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาด โดยพยายามให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด มาตรการล็อกดาวน์ หรือมาตรการเคอร์ฟิวจะเป็นมาตรการสุดท้าย หากไม่สามารถหยุดยั้งได้จริงๆ
เมื่อถามถึงภาพเผยแพร่ในโซเชียลกรณีสถานกักกันผู้ติดเชื้อในพื้นที่ชุมชนคลองเตยยังมีปัญหาอยู่ และไม่มีความพร้อม พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ในช่วงต้นที่มีการนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่การแยกกักก็ได้มีการเร่งรัดในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ก็อาจจะมีภาพเหล่านั้นปรากฏอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 แล้ว นอกจากนี้ ก็ได้มอบหมายให้ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งก็คงจะเรียบร้อยในเร็วๆ นี้
เมื่อถามถึงโควิด-19 สายพันธุ์บราซิลและสายพันธุ์แอฟริกาที่มีข้อกังวลว่าจะมีการแพร่ระบาดเข้ามาทางชายแดนหรืออาจจะพบในสถานกักกัน ทาง ศบค.จะเข้าไปแก้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า นายกฯ ได้เน้นย้ำฝ่ายความมั่นคง ทั้งกองทัพไทย และกระทรวงมหาดไทยให้เข้มงวดตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และแม้จะเข้าโดยถูกกฎหมายก็ให้เพิ่มความเข้มงวดตรวจคัดกรองให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เมื่อเช้านี้ (6 พฤษภาคม) ได้มีการหารือกันแล้วว่า ถึงแม้จะขยายเวลากักตัวเป็น 14 วันเหมือนเดิม สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ก็จะให้มีการติดตามหลังจากที่ได้ออกจากสถานกักกัน และก็ขอความร่วมมือที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนอื่นอีกสักระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อต่อไป
เมื่อถามถึง ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ที่จะเปิดประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นไปตามกำหนดเดิม 1 กรกฎาคมนี้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า หากจะตอบว่าเป็นไปได้หรือไม่ทาง ศบค.ก็จะพยายามทำให้เป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องดูสถานการณ์ในห่วงเวลานั้นอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันนายกฯ ได้ให้กับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขว่า วัคซีนที่ทยอยเข้ามาในเดือนนี้ก็จะเร่งฉีดให้กับในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นอันดับแรก เพื่อให้ทำให้แผนการแพร่ระบาดลดลง และเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย และพัทยา
เมื่อถามถึงจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม จะยังคงมีมาตรการเข้มงวดในสถานบริการยาวถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ก็คงต้องรับฟังจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักว่าจะมีความเห็นอย่างไร หลังจากที่ได้มีการสอบสวนโรคแล้ว ก็จะทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด โดยกระทรวงสาธารณสุขจะนำมาวิเคราะห์เมื่อครบ 14 วัน เพื่อออกมาตรการที่เหาะสมต่อไป

