สู้โกง-ดึงคสช. คุมเลือกตั้ง60 ไอเดียสปท.ชงเข้มกม.ลูก ‘มีชัย’บ่นศาลรธน.ขัดม.37 บิ๊กตู่ฟังวปอ.แจงแผน20ปี รุมอัดยับโมเดลยุ่น-ชี้เลอะ
@ “บิ๊กตู่”รับฟังยุทธศาสตร์20ปี
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหารระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 จัดโดยนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 58 วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 57 วิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ 61 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 48 และวิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 50 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ เข้าร่วมพิธี
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งสำคัญวันนี้ต้องมาช่วยกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นแผนยุทธศาสตร์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำในช่วงที่ 2 จากนั้นก็เป็นเรื่องของ 20 ปีข้างหน้า ทุกคนคาดหวังว่าหลังจากปี 2560 ประเทศจะมีคนรุ่นใหม่ที่เจริญเติบโตจบในระดับชั้นมหาวิทยาลัย และทำอย่างไรที่จะมีคนรุ่นใหม่ ในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะไม่เจอกับปัญหาเดิมๆ อีก ไม่ต้องกลับมาแถลงยุทธศาสตร์ชาติแบบนี้แต่เป็นการก้าวไปถึงดาวอังคารหรือนอกโลกแล้ว
“รัฐบาลทำงานแบบไม่มีวันหยุด เพราะปัญหามีเป็นร้อย กำลังทำยุทธศาสตร์การเดินหน้าในการปฏิรูป และวางรากฐาน 20 ปี และเตรียมการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แต่ไม่ใช่การบังคับทุกเรื่อง เพราะในการบริหารทำไม่ได้ แต่ต้องใช้กลไกของรัฐสภาหากทำไม่ได้ก็ต้องไปชี้แจง และใช้กลไกการตัดสินของ 2 สภา แล้วนำไปสู่ศาล ผมต้องการแบบนี้ ไม่ได้ต้องการเอาอำนาจไปอยู่ที่ ส.ว.เพียงแต่ให้มีสิทธิพิจารณาการทำงานของรัฐบาลบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
@ ถามหาปชต.สากลพร้อมหรือยัง
นายกฯกล่าวว่า “หลายคนอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยสากลให้ดูดีในสายตาโลก แล้วมันพร้อมหรือยัง ที่ผ่านมาพร้อมแต่ทุกอย่างเกือบพังทลาย วันนี้ต้องสร้างบ้านใหม่ สร้างประเทศไทยใหม่เพื่ออนาคต 20 ปีข้างหน้า และไม่มีบ้านไหนที่สร้างโดยไม่มีเสา มันต้องมีรากฐาน เราถึงย้อนไปดูเศรษฐกิจฐานราก คือประชาชนโดยฝ่ายเศรษฐกิจเสนอให้เป็นประชารัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ให้เกิดความเข้มแข็ง ร่วมกันตั้งแต่ต้นทางกลางทางปลายทาง คำนึงถึงผู้มีรายได้น้อยที่มีจำนวนมากในประเทศ ให้ลืมตาอ้าปากได้ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
@ ทหารมีศิลปะพูดโน้มน้าว
“วันนี้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องรัฐธรรมนูญ นายกฯคนในคนนอก ขณะที่บ้านเมืองยังมีปัญหาเศรษฐกิจอีกมากมายที่จะต้องแก้ไข และก็ยังสนใจเรื่องการโยกย้าย ผมยังถามเลยว่า เลขาฯสมช. ใครย้าย เขายังไม่รู้ตัวเลยย้ายเขาหมดแล้ว รัฐมนตรีเซ็นไปหมดแล้วฉะนั้นรอไปก่อนคราวหน้า สำหรับเรื่องประชาธิปไตยเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าไปกังวลตรงนี้มากนัก เราต้องทำให้ตัวเองสงบลงให้ได้ ให้ประเทศชาติมีความมั่นคงมีเสถียรภาพ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวและว่า ต้องไม่ให้ใครมาดูถูกคนไทยได้อีก ในเวทีต่างประเทศต้องมีที่ยืน ถ้าไม่แข็งแรงก็ไม่มีที่ยืน แต่วันนี้เรามีศักยภาพเพียงพอหลายอย่างหลายประเทศก็สนใจประเทศเราวันนี้เราเป็นผู้นำประเทศ จี 77 นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่เขาก็ยอมรับ เราต้องทำอย่างไรให้ประเทศเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่างๆ ต่อไป ต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศอีกหลายครั้ง ถามว่าทำไมเขาถึงต้องเชิญตน ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์ต่อต่างประเทศ ต้องมีการพูดเชิงรุกเชิงโน้มน้าว มีการใช้ศิลปะ ตรงนี้ทหารเก่งอยู่แล้ว ทุกคนต้องทำงานอย่างมีศิลปะเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นายรัก ทำให้คนอื่นเข้ามาร่วมมือไม่ใช่ต้องเป็นใหญ่ตลอดหรือมีอำนาจทุกอย่าง แล้วเป็นอย่างไรเมื่อมีอำนาจก็พร้อมที่จะไม่มีอำนาจ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เกิดแก่เจ็บตายนั้นมีหมด ธรรมะสอนอยู่แล้วก็นำมาใช้ ไม่ใช่สอนให้ขึ้นสวรรค์กันอย่างเดียว
@ “มีชัย”เซ็นมอบฉันทะส่งศาลรธน.
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตีกลับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้ไขบทเฉพาะกาลแล้ว ด้วยเหตุผลไม่เป็นไปตามระเบียบการยื่นคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ โดยในช่วงเช้านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ลงนามในหนังสือมอบฉันทะให้ ผบ.กลุ่มงานประธานรัฐสภานำส่งร่างรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเป็นครั้งที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า ยืนยันว่าปัญหาในเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของการปรับแก้ไขแต่อย่างใด เป็นเรื่องของขั้นตอนทางธุรการ และเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นตีความไม่ตรงกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับการประชุม กรธ.ในวันนี้จะได้มีการหารือเกี่ยวกับการเตรียมยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.บ.) จำนวน 10 ฉบับ โดยทาง กรธ.จะพยายามทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อน จำนวน 4 ฉบับ เพื่อให้เป็นไปตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
@ อ้างตีความขัดม.37/1
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งคำสั่งให้ กรธ.ส่งใบมอบฉันทะ และสำเนาบัตรประชาชนของตน กรธ.จะส่งเอกสารเหล่านี้ไปในภายหลัง และ กรธ.จะได้ทำคำชี้แจงและแถลงข่าวถึงกรณีนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กรธ.นั้นบกพร่อง ขอเรียนว่า กรธ.ได้ดำเนินการเซ็นเอกสารตามระเบียบราชการทุกประการ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ กรธ.ต้องนำไปเป็นข้อมูลเพื่อนำไปปรับแก้เรื่องการดำเนินการของศาลต่อไป เพราะขนาดตนที่เป็นนักกฎหมายยังถูกมองว่าเข้าใจผิด ดังนั้นประชาชนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลนั้นก็คงจะลำบาก เพราะต้องยื่นเอกสารไป 2 ถึง 3 รอบ ขอเรียนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีองค์ประกอบภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่เป็นอุปสรรคเรื่องขั้นตอนทางราชการและเรื่องเวลาเท่านั้น สำหรับขั้นตอนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญนั้น ยังไม่ได้เริ่มนับ 1 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีความเข้าใจว่ามีสิทธิจะรับหรือไม่รับพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ระบุชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณานั้นจะทำอย่างไร ตอนนี้ยังตอบไม่ได้แต่วันหลังคงตอบได้ ขอเรียนว่าการตีความของทางศาลรัฐธรรมนูญที่ตีเอกสารกลับมานั้น มีความขัดแย้งกับมาตรา 37/1 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)
เมื่อถามว่า นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. เป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นได้มีการประสานกันกับทางศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า มีการคุยกัน แต่นายสุพจน์ก็ได้แต่ส่ายหน้า
@ ขีดเส้น2สัปดาห์กกต.ส่งกม.ลูก
นายมีชัยกล่าวถึงการพูดคุยกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า กรธ.ได้มีการคุยกับ กสม.ถึงเรื่องบทบาท กสม.ว่าควรจะมีมากน้อยแค่ไหน แต่ว่ายังไม่ได้ลงไปถึงรายละเอียดตรงนี้ ส่วนความเห็นของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เสนอกำหนดบทเฉพาะการให้มีการซ้อมการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น คิดว่าคงไม่ได้ เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส.และการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นคนละฉบับ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้ส่งร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมายัง กรธ.ทั้งๆ ที่ กรธ.ได้ทำหนังสือร้องขอไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากอีก 2 สัปดาห์ กกต.ไม่ส่งเอกสารมา กรธ.คงจะดำเนินการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง
@ ศาลรธน.ถกร่างแก้ไข7ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดปัญหาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของเอกสาร จากการที่ กรธ.ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดไว้ในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 จนถูกศาลรัฐธรรมนูญตีกลับถึงสองครั้ง แหล่งข่าวจากศาล รธน.แจ้งว่า เมื่อ กรธ.ได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 37/1 ในการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 7 กันยายนนี้ หลังจากการพิจารณาต้องยุติกลางคันเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เนื่องจากเอกสารไม่สมบูรณ์เพราะไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของศาล สำหรับประเด็นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาต่อจากนี้คือจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ และเมื่อรับไว้พิจารณาแล้วจำเป็นจะต้องไต่สวนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของตุลาการทั้ง 9 คน
@ แจงปมส่งเอกสารไม่ขัดแย้ง”มีชัย”
ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ไม่พอใจกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดเพราะเห็นว่าเป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 37/1 อย่างถูกต้องแล้วนั้น แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้การพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 โดยในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ข้อที่ 17 ได้กำหนดประเภทคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยไว้ 20 ข้อ การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดอยู่ในข้อที่ 20 คือเป็นคดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการยื่นคำร้องจึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในข้อ 18 ที่กำหนดการทำและยื่นหรือส่งคำร้องเอาไว้ในวงเล็บห้าว่าจะต้องลงลายมือชื่อผู้ร้อง แต่ในกรณีที่เป็นการทำหรือยื่นหรือส่งคำร้องแทนผู้อื่นต้องแนบใบมอบฉันทะให้ทำการดังกล่าวมาด้วย ยืนยันเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งทางอำนาจระหว่าง กรธ.กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
@ “วิษณุ”เชื่อไม่มีปัญหายังมีเวลา
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะตามกรอบเวลา กรธ.มีเวลาถึงวันที่ 10 กันยายน เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนถือว่าเป็นกำไรด้วยซ้ำ ถึงอย่างไรศาลรัฐธรรมนูญยังมีเวลาพิจารณาอีก 1 เดือน เมื่อรับเรื่องวันไหนจะนับจากวันนั้น เรื่องนี้ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาและการส่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งเหมือนคำร้องทั่วไปของประชาชน แต่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
@ กกต.เผย4กม.ลูกเสร็จแล้ว
นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนส่งให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา โดยการประชุม กกต.วันที่ 2 กันยายน กกต.มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งนี้กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง โครงร่างเสร็จหมดแล้ว เพื่อดูความถูกต้อง ความเชื่อมโยงแต่ละมาตรา ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วย และจะทยอยเข้า กกต.พิจารณา ส่วนส่งกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับให้ กรธ.ได้เมื่อใดนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ แต่พยายามเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศใช้
@ สปท.การเมืองสรุปกม.ลูก2ฉบับ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับของ สปท.ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูกว่า ขณะนี้ สปท.การเมืองพิจารณากฎหมายลูกเสร็จแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. มีสาระสำคัญคือ การวางแนวทางเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่พรรคของนายทุน และการวางแนวทางการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการเลือกตั้ง
และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ยังไม่เสร็จ แต่ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้วในวันที่ 1 กันยายน จะรายงานความคืบหน้าเรื่องข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทราบ
แต่ขึ้นอยู่กับมติวิป สปท.ว่า จะให้ สปท.การเมืองส่งกฎหมายลูกที่ดำเนินการเสร็จแล้ว 2 ฉบับไปให้ กรธ.ก่อน หรือจะรอให้ส่งไปพร้อมกันทีเดียวทั้ง 4 ฉบับ
@ เข้มหน.พรรคปล่อยโกงโดนด้วย
นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะทำงานเรื่องร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะส่งให้ กรธ.พิจารณานั้น มุ่งเน้นเรื่องการทำให้การเลือกตั้งเกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม โดยวางมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด อาทิ ในส่วนหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ต้องเข้มงวด ป้องปรามดูแลลูกพรรคไม่ให้กระทำทุจริตเลือกตั้ง ไม่ใช่สักแต่หาเสียงให้ได้ชัยชนะ หากพบว่าลูกพรรคทุจริตเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ หัวหน้าพรรคต้องมีความผิดไปด้วย มีบทลงโทษถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต รวมทั้งมีความผิดทางอาญา และหากการทุจริตนั้นเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งด้วย จะมาอ้างว่าไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ ลักษณะคล้ายๆ กับการเอาผิดเด็กแว้นที่พ่อแม่ต้องร่วมรับผิดด้วย หากปล่อยปละละเลยให้บุตรหลานไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
@ โกงเลือกตั้งติดคุก-ตัดสิทธิ
นายวันชัยกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจะมีบทกำหนดโทษรุนแรงแก่ผู้ทุจริตเลือกตั้ง ทั้งการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต การจำคุกสูงสุด 10 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ให้มีอายุความ 20 ปี เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้ากระทำผิด นอกจากนี้ยังเสนอห้ามผู้สมัครและ ส.ส.ให้เงินช่วยเหลือตามงานประเพณีแต่งงาน งานบวช งานศพ ภายในเขตเลือกตั้งของตน เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อม การกำหนดให้ประชาชนสามารถเป็นผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคดีทุจริตเลือกตั้งได้เอง ไม่จำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ รวมทั้งกระบวนการพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้ง จะต้องมีความรวดเร็ว กำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด
@ ให้กกต.มอบ”มหาดไทย”คุมเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปด้านการเมือง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งหมด 11 ส่วน 27 หน้า โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ส่วนที่ 1 เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดหรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ส.ส.การได้มาซึ่ง ส.ว. การเลือกตั้งสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นและการออกเสียงประชามติ ส่วนที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ควรกำหนดโทษตัดสิทธิบางประการ แก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องรับโทษมากกว่าประชาชนทั่วไป ด้วยการต้องรับโทษทางวินัยด้วย ส่วนที่ 5 ผู้สมัครและการรับสมัครเลือกตั้งควรกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับต้องแสดงตนก่อนมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี และผู้สมัครต้องเข้าร่วมอบรมหลักสูตรที่จัดโดย กกต. เช่น บทเรียนเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
@ ห้ามส.ส.ช่วยงานศพ-งานบวช
ส่วนที่ 6 ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง เสนอให้ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง และผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัคร อาทิ การพิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียง การใช้ยานพาหนะ ให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ขณะเดียวกัน ให้ กกต.จัดทำรวมเล่มข้อมูลผู้สมัครแจกครัวเรือนในเขตเลือกตั้งทุกครัวเรือน กำหนดให้มีมาตรการบังคับอย่างจริงจัง
ห้ามผู้สมัคร และ ส.ส.บริจาคช่วยประเพณีงานศพ งานบวช งานแต่ง ภายในเขตเลือกตั้งของตน ส่วนที่ 7 การลงคะแนนเลือกตั้ง ขยายเวลาลงคะแนนเป็น 08.00-18.00 น. ให้มีการพัฒนาระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ สามารถตรวจสอบการใช้สิทธิผ่านทางอินเตอร์เน็ตภายหลังลงคะแนนได้ ส่วนที่ 10 ในคดีเลือกตั้ง ให้ประชาชนมีฐานะผู้เสียหาย สามารถร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อ กกต.ได้
@ ยุบ”กกต.จว.”ทหาร-ตร.ดูกาบัตร
ขณะเดียวกัน เสนอให้ยกเลิก กกต.จังหวัด เพื่อให้ กกต.มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการมีอำนาจสั่งให้ฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงข้าราชการอื่น ช่วยเหลือ กกต.ระหว่างเวลาการเลือกตั้ง โดยมี กกต.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด นอกจากนี้ให้เพิ่มอำนาจ กกต.และเจ้าหน้าที่สืบสวนของ กกต.มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สำหรับการสอบสวนการเลือกตั้ง ให้พนักงานรวมเอกสาร 15 วัน ก่อนส่งให้ กกต.ฟ้องศาลภายในเขตอำนาจอีก 15 วัน แล้วให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งหรือไม่ภายใน 30 วัน หากเกิดกรณีผู้สมัครทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้ว กกต.เห็นว่ามีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้ร้องต่อศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต และหากเป็นการกระทำผิดหรือรู้เห็นของหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และไม่ยับยั้งแก้ไข ให้ถือว่าพรรคการเมืองกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง ไม่เป็นไปตามวิถีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ให้ กกต.ดำเนินการ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ส่วนประชาชนหากแจ้งพบการทุจริตแล้วคดีถึงที่สุดแล้วให้ได้รับเงินตอบแทนไม่น้อยกว่า 100,000 บาท
@ บทเฉพาะกาลคสช.คุมเลือกตั้ง60
ส่วนที่ 11 การคัดค้านการเลือกตั้ง การจะวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ หากคะแนนต่างกันมาก แล้วการเลือกตั้งใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ควรมีการเลือกตั้งใหม่ ให้ไปเอาผิดทางอาญาและแพ่งแก่ผู้กระทำผิดแทน การกำหนดโทษ ให้มีมาตรการทางอาญา ทางแพ่ง และทางการเมือง อย่างรุนแรง และรวดเร็ว เช่น โทษตัดสิทธิลงสมัครเลือกตั้งชีวิต โทษจำคุก 1-10 ปี ไม่รอลงอาญา และโทษปรับ 20 ล้านบาท อายุความ 20 ปี และสุดท้าย บทเฉพาะกาล ควรกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ในปี 2560 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะผู้ทำรัฐประหาร จะต้องมีบทบาทอย่างสำคัญ ป้องกันคำครหาว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว จะต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมและดำเนินการการเลือกตั้ง
@ คสช.แค่ช่วยกกต.เลือกตั้ง
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.การเมือง สปท. กล่าวว่า ข้อเสนอของ สปท.เรื่องการให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาดำเนินการจัดการเลือกตั้งนั้น เหมือนข้อเสนอก่อนหน้านี้ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดย กกต.จะมีหน้าที่แค่กำกับดูแลการเลือกตั้งและการวินิจฉัยคดีให้ใบเหลือง ใบแดงเท่านั้น โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติในการจัดการเลือกตั้ง เช่น การใช้เจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทยมาประจำหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ แทน กกต. รวมถึงเรื่องอื่นที่กกต.จะมอบหมายให้ปฏิบัติ ส่วนการวินิจฉัยให้ใบเหลือง ใบแดง ยังเป็นของ กกต.เช่นเดิม เพื่อบริหารจัดการอำนาจให้มีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสนอบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น หมายถึงการให้ คสช.มีหน้าที่ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง คอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการทุจริตซื้อเสียง โดยใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยตรวจจับการซื้อเสียง เพื่อไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง รวมทั้งให้เข้าไปช่วยงานตามที่ กกต.ร้องขอมา แต่ไม่ถึงขั้นที่ คสช.จะมีอำนาจเหนือ กกต.ในการจัดเลือกตั้ง หรือจะเข้ามามีส่วนร่วมวินิจฉัยคดีทุจริตเลือกตั้งร่วมกับ กกต.
@ “ญี่ปุ่นโมเดล”เกิดยาก
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงข้อเสนอการหาเสียงเลือกตั้งแบบญี่ปุ่นโมเดลของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. โดยห้ามปราศรัยหาเสียงว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก โดยธรรมชาติการเลือกตั้ง นักการเมืองทุกคนต้องหาเสียงเพราะเป็นวัฒนธรรม แต่การหาเสียงสามารถกำหนดวงเงินการหาเสียงได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของนักการเมือง การให้ผู้สมัครส่งประวัติ นโยบายพรรคไปให้ กกต.ดำเนินการจัดพิมพ์เอกสาร เพื่อส่งไปยังผู้มีสิทธิทุกครัวเรือน สามารถทำได้ หรือให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการติดป้ายหาเสียงผู้สมัคร เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน แต่หากเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนรู้จักนักการเมืองคนนั้น ไม่เหมือนนักการเมืองรุ่นเก่าที่ได้ออกทีวี และอีเวนต์ต่างๆ ทำให้ประชาชนจดจำได้ง่าย ซึ่งการป้องการใช้เงินมาก ต้องป้องกันเรื่องการซื้อเสียง เพราะการหาเสียงมีความจำเป็น นักการเมืองต้องปราศรัยนโยบายให้ประชาชนทราบ รวมทั้งต้องหาเสียงให้ประชาชนรู้จัก ส่วนที่เกรงว่าจะมีหัวคะแนนนั้น การมีหัวคะแนนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่ไปหาคะแนนมาขายให้นักการเมือง หากหัวคะแนนไปหาคนมาฟังนโยบายพรรคการเมือง ก็ถือเป็นหน้าที่หัวคะแนน
@ ปชป.ชี้พวกหน้าใหม่เสียเปรียบ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข้อเสนอการหาเสียงเลือกตั้งแบบญี่ปุ่นโมเดลของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ว่าตนรับได้หมดทุกรูปแบบทั้งการเลือกตั้งแบบอเมริกา เยอรมนี หรือญี่ปุ่น แต่การที่จะเอาโมเดลอะไรมาก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องดูบริบทการเมืองของประเทศไทยด้วย เพราะระบอบประชาธิปไตยของไทยต่างกับประเทศอื่นๆ ถ้าเราจะเอารูปแบบการหาเสียงแบบญี่ปุ่นมา จะต้องปรับแก้ระบบอีกหลายอย่างให้สอดคล้อง
“ในฐานะที่ผมเป็นนักการเมืองเก่าของพรรคใหญ่ เห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งแบบญี่ปุ่นที่จะให้งดเวทีปราศรัย นักการเมืองหน้าใหม่จะเสียเปรียบ แต่นักการเมืองหน้าเก่าจะไม่มีปัญหา เพราะถ้าเรารณรงค์หาเสียงไม่ได้ แต่จะใช้วิธีให้ กกต.ส่งรูปและประวัติผู้สมัครไปตามครัวเรือนต่างๆ แบบนี้นักการเมืองเก่าคงไม่มีปัญหา เพราะคนในพื้นที่จะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว แต่นักการเมืองที่เข้ามาใหม่ ใครจะรู้จัก ถามว่าแบบนี้ประชาชนจะเลือกหรือไม่ อยากให้ลองคิดดู ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองจึงต้องมีเวทีปราศรัยเพื่อเป็นพื้นที่ให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ได้แนะนำตัว ประวัติ วิสัยทัศน์ การทำงาน แต่ถ้าท่านจะห้ามปราศรัย ผมคนรุ่นเก่าไม่มีปัญหาแน่นอน” นายนิพิฏฐ์กล่าว
@ พท.ถามกลับเหมาะกับไทยหรือ
นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วิธีการแต่ละวิธีคงเหมาะสมกับพื้นที่ หรือประเทศบางประเทศแตกต่างกันไป อยากถามว่าวิธีการของนายไพบูลย์นั้นเหมาะกับประเทศไทยหรือยัง หากใช้วิธีการนี้ชาวบ้านจะสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองมากพอหรือไม่ นอกจากนี้ชาวบ้านจะนั่งดูโทรทัศน์หรือดูการดีเบตพร้อมกันทั้งเขต 100% เลยหรือ ถ้าสามารถทำให้เค้าดูพร้อมกันทั้ง 100% ได้วิธีการดังกล่าวก็ก็ทำได้ แต่หากยังทำแบบนั้นไม่ได้ การจำกัดการหาเสียงของผู้สมัครจะทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของผู้สมัคร หรือนโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่เค้าจะได้รับ เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนโดยตรง ดังนั้นถ้ายังทำให้ประชาชนรับรู้สิ่งนี้อย่างครบถ้วนไม่ได้ก็ไม่ควรใช้วิธีนี้ แต่ถ้าทำได้ก็เอา
@ “ตู่”จวกญี่ปุ่นโมเดลเลอะเทอะ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต่านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ส่วนที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ซึ่งเป็นกองเชียร์อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ เสนอให้พรรคการเมืองไม่ต้องหาเสียงเลือกตั้ง โดยให้แจกเพียงใบปลิวหาเสียงตามแบบการเลือกตั้ง ส.ว. จึงเป็นแนวคิดที่เลอะเทอะกันไปใหญ่ และเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งแสดงการกลัวประชาชนจึงไม่กล้าหาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กรณีที่นายไพบูลย์เสนอ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนนอกนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรออกมาปรามแนวคิดแบบเลอะเทอะนี้ รวมทั้งท่านต้องกล้าประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ หรือจะตั้งพรรคการเมือง เพราะประชาชนจะได้รู้ท่าทีชัดเจนถึงคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้นเป็นใคร
@ โปรดเกล้าฯร่างรธน.เพิ่มสนช.250คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 ความว่ามาตรา 1 รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนมาตรา 6 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํามาตรา 4 ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
@ วปอ.โยนไอเดียยุทธศาสตร์ชาติ20ปี
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน การแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58 นักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 57 วิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ 61 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 48 วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 50 ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเสนอแนะทางวิชาการถึงแนวทางและกรอบในการพัฒนาประเทศร่วมกับรัฐบาล ภาคเอกชนและประชาชนให้สามารถขับเคลื่อนบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหารของ วปอ.รุ่น 58
กำหนดช่วงเวลายุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี ช่วงที่ 1 ระยะเวลา 1-5 ปี ประเทศไทยต้องแก้ไขปัญหาเรื้อรังและปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง และช่วงที่ 2 ระยะเวลา 6-10 ปี เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียงตามหลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนอีกระยะเวลา 10-20 ปี แบ่งเป็นช่วงที่ 3 ระยะเวลา 10-15 ปี เป็นการสร้างความมั่งคั่ง ช่วงที่ 4 ระยะเวลา 15-20 ปี เป็นการเติมเต็มสู่ความยั่งยืน อีกทั้งได้วาดภาพประเทศไทยที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายในปี 2579 เน้นปัจจัยความสำเร็จ เป็นหัวใจพัฒนาคือ 1.เป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ 2.เป็นผู้นำด้านต่างๆ 3.เป็นคนไทยคุณภาพสูง 4.เป็นชาตินิยมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในช่วงสุดท้ายได้เสนอให้นายกฯจัดตั้งหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นส่วนประสานงานกับทุกกระทรวงให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ไม่ยึดกับระบบราชการ คำนึงถึงธรรมาภิบาล รวมทั้งจัดตั้งคณะติดตามการทำงาน โดยให้มีกฎหมายรองรับ ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกฯ

