กรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม้จะมีความเชื่อภายในรัฐบาล ประสานกับความเชื่อภายในพรรคพลังประชารัฐ ว่าเรื่องจบแล้ว
แต่ยากเป็นอย่างยิ่งว่า จะยัง “ไม่จบ”
ไม่เพียงแต่จะมี “ปฏิกิริยา” จากพรรคฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีรวมไทย
หากแต่ที่แหลมคมมาจาก “ภายใน” พรรคประชาธิปัตย์
น้ำเสียงของ นายอันวาร์ สาและ จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เด่นชัด ตามมาด้วยน้ำเสียงของ นายพนิต
วิกิตเศรษฐ์ จาก กทม.
จากนั้น ก็เป็นเสียงของ “ปัญญาชน” ที่หนุนพรรคประชาธิปัตย์
แม้จะมีแถลงปฏิเสธจากพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มที่ยังยึดกุมอำนาจอันมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้า
กระนั้น สัญญาณ “เห็นต่าง” ก็เริ่ม “สำแดง”
แน่นอน กลุ่มกุมอำนาจอันมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้ายังสามารถส่งเสียงหัวร่อได้อยู่เมื่อประสบเข้ากับคำถามในเรื่องการแยกตัว
แต่ “ภายใน” ก็เริ่ม “เคลื่อนไหว”
การเคลื่อนไหวที่นำร่องโดย นายอันวาร์ สาและ ประสานเข้ากับ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ สามารถอ่านได้ไม่ยากว่ารากฐานคืออะไร
คำตอบก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แม้ในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเงียบ ไม่ปรากฏร่องรอย ประกอบกับ นายเทพไท เสนพงศ์ ก็อยู่ในสภาพต้องเลียแผล
แต่เมื่อกลิ่นจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เริ่มโชย
มีหรือที่นักการเมืองซึ่งเดินแนวทางประชาธิปไตยประสานกับสังคมอุดม “คุณธรรม” ในท่วงทำนองแบบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะนิ่งเฉย
เพราะกระแส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อนแรง
ความจริง สัญญาณอันสะท้อนผ่านคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 85/2564 มอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปดูแลงานพัฒนา นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต
ก็ชัดเจนอย่างยิ่ง
ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นี่แหละจะใช้กลไกแห่งความเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทะลวงเข้าไป
ทะลวงเข้าไปใน “พื้นที่” ของพรรคประชาธิปัตย์
แม้ว่า “ปฏิกิริยา” จากพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องชะงัก แต่นั่นมิได้หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐจะชะงักไปด้วย
เรื่องอย่างนี้ นายอันวาร์ สาและ อ่านแตก
เมื่อ นายอันวาร์ สาและ อ่านแตก เมื่อ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ อ่านแตก ทำไม นายเทพไท เสนพงศ์ แห่งนครศรีธรรมราชจะอ่านไม่แตก
ทำไม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอ่านไม่แตก
ถึงพรรคประชาธิปัตย์จะยังยืนยันการอยู่ร่วมในรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และร่วมกับพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แต่เชื่อหรือว่า จะร่วมในท่วงท่าอาการ “เดิม”
อย่างน้อยคำประกาศของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ยืนยันหลักการ “ประชาธิปไตยสุจริต” เข้าไปแทนที่ ประชาธิปไตย “ทุจริต” มิใช่หรือ
กรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงแหลมคม

