‘ยิ่งชีพ’ ลั่น ประเทศนี้ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘เสียงด่า’ – ชลิตา ชี้ หาก รธน.เป็นของ ปชช. ‘ปชต.’ จะเกิด – เสรีภาพถูกคุ้มครอง
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ สกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรกาศการนัดหมายทำกิจกรรม “เปิดไฟให้ดาว” (LightUp Justice) โดยเครือข่าย People Go Network ซึ่งระบุว่า จะมีการร่ายรำ อ่านบทกวี บรรเลงดนตรี และปราศรัย
โดยเวลา 17.40 น. นักกิจกรรม และประชาชนกว่า 60 คน เดินทางมารอร่วมกิจกรรม มีการเตรียมพื้นที่ด้วยการกางร่มขนาดใหญ่ ติดตั้งเครื่องขยายเสียง และนำดาวกระดาษหลากสีมาประดับ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก 1 บก.จร.
ต่อมา เวลา 17.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน เข้ามาขอความร่วมมือนักกิจกรรมเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียง ไม่ให้หันลำโพงไปทางศูนย์การค้า MBK
เวลา 18.00 น. อ่านประกาศ พ.ร.บ.โรคติดต่อ หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย
โดยภายหลังประกาศแล้วเสร็จ เวลา 18.02 น. “ราษดรัม” ทำการรัวกลองเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 นาที ขณะที่ประชาชนเดินทางมารวมตัว กว่า 150 คน ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์รอบบริเวณ
สำหรับกิจกรรมวันนี้ มี รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ภาสกร อินทุมาร อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, น.สพ.บูรณ์ อารยพล หรือ หมอบูรณ์ กลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน, น.ส.พลอยวรินทร์ ชิวารักษ์ หรือ พ้อย น้องสาวของนายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน และ นายสิรภพ อัตโตหิ หรือแรปเตอร์ มาร่วมด้วย
ต่อมา เวลา 18.12 น. ประชาชนต่อแถวเข้ารับดาวกระดาษสีรุ้ง สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมเปิดไฟให้ดาว เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมือง โดยมีการวัดอุณหภูมิ และบริการเจลล้างมือ ผู้ร่วมกิจกรรมตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
เวลา 18.20 น. มีการอ่านรายชื่อผู้ต้องหา มาตรา 112 ต่อด้วยการทำกิจกรรม สนทนาปราศรัย “ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด” โดยนักวิชาการและแกนนำเยาวชน แลกเปลี่ยนมุมมองในหลายประเด็น
เริ่มจาก ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ตัวแทนจากเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง กล่าวปราศรัยในหัวข้อ “ส่องสว่างเสรีภาพ” หยุดขังแสงดาว
ดร.ชลิตากล่าวว่า เสรีภาพ คือสิ่งสำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าเสรีภาพในการคิด เขียน การใช้ชีวิต รวมถึงเสรีภาพที่จะมีจินตนาการถึงการเมืองการปกครองที่ต้องการ หากมีใครพรากเสรีภาพ นั่นเท่ากับพรากความเป็นมนุษย์ไปด้วย
การต่อสู้ และการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ กว่า 1 ปีที่ผ่านมา คือการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นสะพานสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิมทุกด้าน ที่ผ่านมา ประชาชนและคนรุ่นใหม่ ไม่มีเสรีภาพในการนำเสนอความคิด มองเห็นปัญหาของโครงสร้าง การเมือง การปกครอง ชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่ากัน ระบอบที่เป็นปัญหา ระบอบอุปถัมภ์ ระบอบปิตาธิปไตย ศีลธรรมจอมปลอม ตลอดจนชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ มีการสอดแนม ติดตาม ข่มขู่ กัน ผ่านไปทางครอบครัว ผอ.โรงเรียน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไปรวมการสูญหาย การทำร้ายร่างกาย ใช้ภาษีประชาชนจำนวนมาก ในการทำปฏิบัติการ IO การสร้างาภาพชวนเชื่อ ให้การวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ กลายเป็นภัยความมั่นคงของชาติไป มีการปราบผู้ชุมนุม ระดมตั้งข้อหา ดำเนินคดี สารพัดกฎหมายที่เอามาใช้กับคนที่แสดงความคิดเห็น แสดงสิทธิ เสรีภาพ

“ที่สำคัญ ไม่กี่เดือนผ่านมา มีการตั้งข้อหา อาญามาตรา 112 ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน การระดมมวลชนฝ่ายขวา รวมถึงการแจ้งความโดยกระทรวงดิจทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การใช้กฎหมายโดยไม่ให้สิทธิประกันตัว ขัดทั้งหลักกฎหมายสากล และกฎหมายของไทย หวังนำมาสู้ให้เกิดความหลาบจำ ไม่ให้มีการใช้เสรีภาพอีก มีการให้ประกันตัวอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งคือการทำลายความเป็นมนุษย์ และบดขยี้เสรีภาพผู้ต้องหาไปอีก ถูกนำมาใช้กับพวกเราอย่างไม่รู้จบ แม้ได้ประกันตัว ก็ยังมีคดีรอจ่อ อีกมากมาย สิ่งนี้ทำให้เรามาอยู่ในจุดอ่อนล้า และอ่อนแรง น้องๆ ผู้ต้องหา ดูมีสถานะเป็นเชลยศึกมากกว่าด้วยซ้ำไป จะสั่งลงโทษเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้แม้เราดูเหมือนจะพ่ายแพ้ แต่เรายังมีดวงดาวที่จะส่องสว่าง ถึงสังคมที่ดีกว่านี้ เราต้องไม่หมดหวัง อย่างที่ทำกันวันนี้ ที่สำคัญ เราต้องคำนึงถึงการเคลื่อนไหวในระยะยาวด้วย” ดร.ชลิตากล่าว

ดร.ชลิตากล่าวต่อว่า ถ้าการเมืองดี การทำลายเสรีภาพโดยรัฐ จะไม่เกิดขึ้น ในตอนนี้เราควรคิดถึง การมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ต้องเร่งจับตา และลงประชามติ เพราะคือกติกาของประเทศ หากรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ความเป็นประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้จริง และเมื่อนั้น เสรีภาพของเราจะได้รับการคุ้มครอง” ดร.ชลิตากล่าว

จากนั้นเวลา 18.33 น. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวปราศรัยในหัวข้อ “ส่องสว่างยุติธรรม” อนาคตกฏหมายและตุลาการไทย โดยกล่าวถึงกรณีการยื่นประกันตัว “ฟ้า พรหมศร” ราษฎรมูเตลู ที่ติดวันหยุดราชการ และว่า
“ประเทศนี้ อะไรที่ผิดปกติ ต้องขับเคลื่อนด้วยเสียงด่า เราจะไม่ลดละ เราจะด่าไปเรื่อยๆ ใครที่บอกว่า ด่าอยู่ได้ ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ปัญหาแก้ง่ายนิดเดียว ใช้สติ สัมปชัญญะ ฉะนั้น ต้องช่วยกันด่าต่อไป ด่าเพื่อสามัคคีประเทศไทย แล้วปัญหาอาจจะแก้ได้ ถ้าหากได้ยิน” นายยิ่งชีพกล่าว

นายยิ่งชีพกล่าวต่อว่า ไม่มีครั้งใด ที่ ม.112 ถูกใช้อย่างหนักหน่วง และไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ประชาชนต้องการอำนาจตุลาการ มาถ่วงดุลอำนาจรัฐ ของประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เท่านาทีนี้ หากเป็นที่พึ่งของประชาลน เราเคารพแน่นอน แต่ทุกวันนี้เป็นเพราะผลงานที่ทำให้ประจักษ์ต่อสายตา

“เรียนศาล อัยการ อธิบดีผู้พิพากษาทุกท่าน ท่านทราบอยู่แล้วว่า นาทีนี้ บ้านเมืองกำลังจะเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ เติมโต พร้อมวิธีคิด ทัศนคติ ค่านิยมคนละชุด วันหนึ่งบ้านเมืองจะต้องเปลี่ยนไป อยู่ที่ตุลาการทุกท่าน ว่าอยากเป็นเสาหลักให้ประชาชนยังมีความหวัง อยู่ที่ท่านจะเลือกอะไร เราอยากเห็นวันที่เดินไปถึงศาล แล้วมีความสบายใจ ตำรวจ ทหารแกล้ง เดินขึ้นบันไดศาลแล้วรู้สึกว่ามีที่พึ่ง ระบบสร้างขึ้นมาแบบนั้น และเราไม่ขอมากเกินไป
เพื่อนเราขึ้นศาล บางคนได้ประกันตัว บางคนไม่ได้ บางคนมีเงื่อนไข แตกต่างกันไป ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร กระบวนการที่เป็นอยู่ ดูครึ่งตาก็รู้ว่าไม่ปกติ ขอให้ท่านทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจบริหาร เราเชื่อว่า ไม่ขอมากไปกว่าหน้าที่ของท่าน และเราจะขอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้มา” นายยิ่งชีพกล่าว

