‘เพื่อไทย’ แนะวิธีรับมือคลัสเตอร์เรือนจำ จี้ รบ.-กทม. เยียวยาผู้พิการ-ผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มเป็นเดือนละ 2,000 บาท
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 พฤษภาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกทม. พรรคพท. น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคพท. และผู้สมัคร สก. ของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยน.ส.อรุณี กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงกรณีการติดเชื้อโควิด-19 ที่ระบาดในเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศ 9 แห่ง มีผู้ต้องขังติดเชื้อรวมกว่า 9,783 คน คาดว่าในวันนี้ผู้ติดเชื้อในเรือนจำทั้ง 9 แห่ง จะมีผู้ติดเชื้อเกินหมื่นคน แต่จนถึงขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการประกาศมาตรการพิเศษเป็นการเฉพาะในการป้องกันการระบาดไม่ให้ลุกลามในพื้นที่เรือนจำได้ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เรือนจำหลายแห่งไม่เปิดให้ญาติหรือบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังตามขั้นตอนปกติ โดยปรับมาใช้วิดีโอคอลมาระยะหนึ่งแล้ว หรือหากมีผู้ต้องขังรายใหม่เข้าเรือนจำจะต้องกักตัว 14 วัน จึงขอตั้งคำถามว่าการระบาดในคลัสเตอร์เรือนจำ รัฐเป็นฝ่ายการ์ดตกอีกครั้งหรือไม่
ดังนั้น เพื่อลดการระบาดในเรือนจำ 1.ควรแยกกลุ่มนักโทษผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ติดกำไลอีเอ็มแล้วปล่อยตัวชั่วคราวโดยยังคงทัณฑ์บน ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐนิวเซาธ์เวล ออสเตรเลียใช้เมื่อปีที่ผ่านมา 2.สร้างโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ต้องขังในพื้นที่ทหาร ที่มีการดูแลเข้มงวด และ 3.ชดเชยความเสียหายอย่างเท่าเทียมหากมีผู้ต้องขังเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดในเรือนจำ

น.ส.อรุณี กล่าวว่า ขณะนี้การระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นพร้อมกันและในเวลาใกล้เคียงกันจนกลายเป็นคลัสเตอร์ดาวกระจาย แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ทันท่วงทีกับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่เข้ามา ดังนั้น รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด จัดสรรวัคซีนให้เพียงพอ และเท่าทันต่อสถานการณ์การระบาด หากสถานการณ์การระบาดยังรุนแรงภายใต้การบริหารจัดการที่ล้มเหลวแบบนี้ มีโอกาสที่หลายพื้นที่จะกลายเป็นเมืองร้างและไทยอาจกลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าที่สุดในโลก รัฐต้องเปลี่ยนวิธีบริหาร ศบค.ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา และประเทศต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เราจึงจะแก้ปัญหาโรคระบาดได้
ด้าน นายวิชาญ กล่าวว่า ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขสูงขั้นมาตลอด และถ้าตัวเลขเป็นแบบนี้เตียง และเครื่องมือที่จะรองรับในการรักษาผู้ป่วยเพียงพอหรือไม่ ขอบคุณที่ก่อนหน้าที่พรรคพท.เราแนะนำไปว่าให้อำนาจผู้อำนายการเขตในการดำเนอนการ ก็ทราบมาว่า พรุ่งนี้ (18 พฤษภาคม) มีการเรียกประชุมเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ กทม.น่าจะฟังคำแนะนำและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคพท. ทางพรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอแนะให้ทางรัฐบาล และกทม.ดังนี้
1.รัฐบาลโดยกทม.ควรที่จะจัดเงินเพื่อช่วยเหลือคนพิการทั่วไปที่ถือบัตรคนพิการจาก 1000 บาทเป็น 2000 บาท และผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากขณะนี้กลุ่มเหล่านี้คนดูแลตกงานว่างงานกันมาก โดยมีจำนวนผู้พิการประมาณ 2,090,000 คนและอยู่ในกรุงเทพมหานครประมาณ 100,000 คน โดยอาจจะใช้เงินงบประมาณของท้องถิ่นแต่ละจังหวัดในการดูแล 2.รัฐ และกทม.ควรจัดที่พักให้กับกลุ่มคนพิการที่ติดโควิค – 19 ในการรักษาพยาบาลโดยแยกออกจากกลุ่มคนปกติ และถ้าญาติพี่น้องของผู้พิการเกิดติดโควิด และไม่มีผู้ดูแลผู้พิการควรจะหาสถานที่ดูแลให้เหมาะสม
3.กทม.ควรมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่ติดเชื้อในชุมชนรวมถึงไซต์งานต่างๆ และนำรถเข้าไปเช็คสอบผู้ติดเชื้อในชุมชนแทนที่จะให้ผู้ป่วยออกมานอกชุมชนเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 4.กทม.ควรจัดหาอาหารและอุปกรณ์ในการดูแลประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ออกมานอกเคหะสถาน 5.รัฐบาลควรจัดทำแผนในการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานข้ามชาติโดยเร็วเพื่อเป็นการช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในแรงงานข้ามชาติในขณะนี้ และ 6.แรงงานข้ามชาติควรจัดให้มีการประกันสุขภาพ โดยเสียเป็นค่าประกันเผื่อเวลาติดเชื้อโควิด-19 จะได้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา

นอกจากนี้ สำหรับเรื่องที่เราอยากเร่งรัดให้กทม.ดำเนินการ จากที่พรรคได้เคยแถลงไว้ คือ 1.กรุงเทพมหานครควรเร่งจัดหาอุปกรณ์เสื้อ PPE หน้ากาก N95 เจลแอลกอฮอล์ ให้กับเจ้าหน้าที่วัด ในการฌาปนกิจศพและควรมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญไปกำกับการดูแลทุกครั้งและรวมถึงควรเร่งฉีดวัคซีนให้กับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งต้องออกบิณฑบาตและใกล้ชิดประชาชน 2.กทม.ควรจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับกลุ่มอาสาสมัคร จิตอาสา อสส. มูลนิธิ ให้ครบตามจำนวนความจำเป็น และให้กลุ่มเหล่านี้ นำไปมอบกับประชาชน และประชาสัมพันธ์ ในการดูแลตัวเอง ทั้งนี้ ถ้าไม่มีงบประมาณ ก็มีเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ กทม.ซึ่งได้รับการอุดหนุนจำนวน 1,500,000,000 บาท และ 3.ในการนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่ควรมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ โควิด-19 ในบ้านหรือในห้องเช่าต่างๆ พร้อมกันในครั้งเดียว


