“ชัยเกษม” ค้านแนวคิด มท.จัดเลือกตั้ง ชี้ ย้อนยุค สะท้อน รบ.อยากชนะเลือกตั้งโดยคุมท้องถิ่นได้
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงรายงานข้อเสนอแนะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมืองที่เสนอให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) จัดการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะอุตส่าห์ตั้ง กกต.ขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระ แม้บางยุคบางสมัยอาจจะไม่อิสระอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามหากมี กกต.แล้วก็ต้องปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น หากย้อนกลับไปใช้กระทรวงมหาดไทยก็จะย้อนยุค และถ้าทำเฉพาะรัฐบาลนี้จะดูน่าเกลียด แต่หากทำตลอดไปเชื่อว่าใครได้เป็นรัฐบาลจะชนะการเลือกตั้งทุกครั้งเพราะเป็นกระทรวงที่มีอิทธิพลต่อท้องถิ่น มองว่าควรให้ กกต.ทำ แม้จะมีคนดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ยังดีกว่าให้รมว.มหาดไทยคุมการเลือกตั้งคนเดียวทั่วประเทศ อีกทั้งกันแนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอยากชนะการเลือกตั้งเพราะคุม มท.ง่ายกว่า กกต. หากมีการบริหารจัดการที่ดีก็จะคล้ายกับช่วงทำประชามติ ที่ง่ายต่อการชนะเลือกตั้ง
นายชัยเกษมกล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอที่ สปท.ต้องการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมและดำเนินการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดกับ กตต. มองว่า สปท.ไม่จำเป็นต้องเสนอแนวคิดเพราะคสช.ถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ควบคุมทุกอย่างในบ้านเมือง ใครจะทำอะไรก็ต้องทำตาม คสช. แต่ทั้งนี้การเลือกตั้งควรมีความเป็นกลาง มีอิสระและเป็นธรรม หากมีคนคอยควบคุมสั่งการอยู่ข้างหลังมองว่าไม่เหมาะสม สำหรับข้อเสนอที่ให้กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคต้องรับผิดหากไม่สามารถคุมลูกพรรคไม่ให้เกิดการทุจริตได้นั้น มองว่าทฤษฎีฟังแล้วดูดี แต่ทางปฏิบัติทำยาก และจะกลายเป็นเหตุให้นำมาล้มล้างกันในอนาคตได้ ซึ่งจะไม่เป็นธรรมหากกรรมการบริหารพรรคไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หากลองสันนิษฐานว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการทุจริต กกต. มท. ควบคุมไม่ดี ให้สันนิษฐานว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรับผิดชอบ ถามว่าทำได้หรือไม่ ส่วนการเสนอความเห็นเรื่องกฎหมายประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังไม่ติดต่อพรรคเพื่อไทยเสนอความ หากมีการสอบถามก็คงทำเป็นพิธี ทำให้ดูดี เพราะที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเสนออะไรไป กรธ.ฟังบ้างหรือไม่ คงปล่อยให้ กรธ.ทำตามหน้าที่ไป ดีหรือไม่ให้ประชาชนและนักวิชาการเป็นผู้ตัดสิน

