หน้าแรก การเมือง คำชี้แนะ-ท้วง...

คำชี้แนะ-ท้วงติง ก้าวสู่ปีที่3″รบ.บิ๊กตู่”

4.09.16 | 12:10 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและภาคเอกชนเพื่อเสนอแนะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ (คสช.) หลังรัฐบาลทำงานครบ 2 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ก่อนจัดเลือกตั้งใหญ่ปลายปี 2560

วัลลภ วิตนากร
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ผลงานของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความโดดเด่นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในประเทศ รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ถือว่ามีความก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมชัดเจน ส่วนด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้ก็ค่อนข้างมีผลงานโดดเด่นในความพยายามแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันเริ่มปรากฏให้เห็นการบังคับใช้กฎหมายอำนวยความสะดวกการค้าหลายฉบับแล้ว โดยเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนหน้า รัฐบาลชุดนี้ถือว่าให้ความสำคัญค่อนข้างมากกว่า เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะจะส่งผลดีต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังประสบปัญหาชะลอตัว แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะพยายามออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเพียงใด ก็ทำได้แค่การประคับประคองเศรษฐกิจภายในประเทศได้ระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างมาตรการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะออกแพคเกจสิทธิประโยชน์ให้การจูงใจมากขนาดไหน แต่ภาคเอกชนและต่างชาติอาจยังไม่ตัดสินใจลงทุนเพิ่ม เพราะยังติดขัดปัญหาการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ถือว่ารัฐบาลชุดนี้ทำเต็มที่และสุดความสามารถแล้ว เชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกแน่นอน

สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของรัฐบาล คสช. ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปีก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลควรเร่งผลักดันโครงการสร้างความเข้มแข็งประชาชนและชุมชนระดับฐานราก รวมทั้งโครงการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้ดำเนินการมาแล้วระยะเวลาหนึ่งให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 พร้อมผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่วางไว้ทั้งจากภาครัฐ และการร่วมทุนกับภาคเอกชน (พีพีพี) ให้เม็ดเงินได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว จะส่งผลดีต่อภาคการจ้างงาน การบริโภคภายในประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นห่วงโซ่ไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิตและการลงทุนของภาคเอกชนตามมา

Advertisement

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าเลือกตั้งได้ตามโรดแมปที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ส่วนตัวอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น รัฐบาลก็ต้องแก้ให้ตรงจุด เพราะที่ผ่านมานั้นรัฐบาลแก้ไม่ตรงจุดเลย ทั้งนี้ โดยทั่วไปต้องศึกษาก่อนว่าปัญหาโดยแท้จริงของประเทศไทยคืออะไร เช่น ปัญหาความไม่เป็นธรรม ก็ไม่ดีขึ้น และถ้าหากไม่ดีขึ้น ก็แก้ปัญหาการทุจริตไม่ได้ หรือเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่ครอบครองประเทศไทยมา 700 กว่าปี สลัดไม่หลุด ทำให้การปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม ทั้งในการแต่งตั้งบุคคลหรือลงโทษก็ตาม ไม่ยุติธรรม ฉะนั้นต้องแก้ให้ตรงจุด รวมถึงการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางไปสู่ผู้ผลิต หรือพ่อค้าที่ค้ากำไรเกินควร ไม่มีการตรวจสอบ ราคาสินค้าควรเท่าไหร่ เป็นต้น

แนะนำว่าต้องใช้ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมาเป็นทางแก้ไข ตัวนายกฯและพวกต้องไม่มีอคติ ต้องให้ความเสมอภาคแก่การดูแลประชาชนไม่ว่าจะกลุ่มไหนสีใดต้องเหมือนกัน แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่แก้เลย เช่น การโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน ก็มีระบบพรรคพวกเป็นหลักโดยเฉพาะทหาร-ตำรวจ แต่ไม่มีใครกล้าพูด ข้าราชการก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีเส้นก็ยาก ระบบอย่างนี้ถ้าแก้ได้ ก็จะทำให้การดูแลของตำรวจต่อประชาชนนั้นเอาจริงเอาจังและไม่มีสองมาตรฐาน ไม่มีการเอาเปรียบกันทางสังคมมากนัก

ปัญหาคอร์รัปชั่น คิดว่ารัฐบาลดูไม่จริงจังเท่าไหร่ เพราะมีคดีเก่าๆ ค้างอยู่ไม่ทำ เช่น คดีบอลลูนยักษ์, จีที 200 หรือสร้างโรงพัก 396 แห่ง

ปัญหาเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ นำไปสู่ปัญหาอื่นอีกเยอะ การดูแลประชาชนความยุติธรรมต้องเสมอภาค แต่เท่าที่สังเกตปัญหานี้ถูกเมินไปแล้ว ปล่อยให้เกิดเหมือนเดิม ส่วนตัวมองว่ามีหลายอย่างก็จริงที่รัฐบาลอื่นๆ ธรรมดาทำไม่ได้ แต่รัฐบาลนี้ทำได้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลงมือเอง ด้วยวิธีการจากข้างบนมาล่าง ปัญหาการทุจริตจะเบาลงครึ่งหนึ่ง ถ้าข้างบนไม่กิน รายเล็กๆ ก็ไม่กล้าหรอก จริงๆ แล้วต้องเอาจริงในการที่จะแก้ปัญหาประเทศ จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ต้องยุติธรรมกับประชาชน เกษตรกรขายสินค้าไม่ได้ราคาแต่ของแพง ผู้บริโภคไม่รู้จะไปร้องกับใคร ตั้งแต่ คสช. เข้ามาราคาข้าวของก็ขึ้นเรื่อยๆ คนจนสู้ไม่ไหว แต่คนชั้นบนอยู่ได้

มองว่าสองปีมานี้ คนอาจจะบอกว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้เยอะ แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องอื่นๆ อย่างการศึกษา ความเสมอภาค ได้คำนึงถึงหรือเปล่า พล.อ.ประยุทธ์อาจบอกว่าไม่ไหว แต่เมื่อเราเป็นรัฐบาล เราต้องรู้ว่าเราเป็นผู้นำประเทศ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

วิโรจน์ อาลี
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

มองว่าสิ่งที่พูดมาหลังรัฐประหารนั้นเรื่องใหญ่ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น เรื่องการปรองดอง ความขัดแย้ง และการปฏิรูปการเมืองคิดว่าเดินไปได้น้อยมาก สุดท้ายดูเหมือนว่าแม่น้ำ 5 สาย อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นที่เปิดกว้างเท่าไหร่นัก ที่สำคัญคือการปฏิรูปทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งจะเริ่มหลังจากที่มีรัฐสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ตรงนี้เป็นการเสียเวลาพอควร

ส่วนอีก 1 ปีที่เหลือ ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่เคยพูดไว้ยังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมอยู่ อยากให้หยิบขึ้นมาปัดและแก้ปัญหา แต่ไม่ได้แก้ด้วยการที่ คสช.เป็นโต้โผและเป็นผู้ได้เสียในการปฏิรูปดังกล่าว อย่างที่เราเริ่มจะเห็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ คสช.ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการเมือง การปรองดอง รวมไปถึงโจทย์สำคัญเรื่องคุณภาพประชาธิปไตยในอนาคต คสช.ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคตในการแสดงความคิดเห็นสร้างสังคมที่ทุกคนพึงปรารถนาขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็สร้างระบบการเมืองที่ทุกคนพึงปรารถนา พูดง่ายๆ คือเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายรับได้ จึงจะเดินหน้าไปได้ ในเวลา 1 ปีต้องขับเคลื่อนให้ได้ ทำด้วยการผ่อนคลายการควบคุมพรรคการเมือง การควบคุมการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม

เรื่องกรอบเวลา ผมไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเร่งเลือกตั้ง ถ้ากระบวนการการแก้ไขปัญหาทำไปโดยไม่มีส่วนร่วม การทำกันเองจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต แม้ คสช.จะคิดว่าสามารถแฝงเข้าไปอยู่ใน ส.ว.250 คน แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจ ไม่ได้หมายความว่า 250 ส.ว.มีสิทธิขาดที่จะเข้าไปแทรกแซงในปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เกมเปลี่ยนแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปต้องเปิดพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว

เรื่องระหว่างประเทศ เราต้องยอมรับว่าโดยประวัติศาสตร์ความเป็นมาประเทศไทยผูกพันอยู่กับมหาอำนาจ ต้องปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนนโยบายของมหาอำนาจมาโดยตลอด ถ้ามองในแง่ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เราเป็นประเทศที่เน้นการลงทุนจากต่างประเทศหรือการส่งออกเป็นเรื่องใหญ่ และความเชื่อในระบบการเมือง ชุดคุณค่าในระบบการเมืองระหว่างประเทศต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หมายถึงว่าแค่มีรูปแบบแต่เนื้อในยังมีโน่นนี่ใส่อยู่ เราจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ถ้าย้อนกลับไปทำในกระบวนการที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จะมีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จะทำให้แรงกดดันจากต่างประเทศที่มีต่อเราผ่อนคลายลงเยอะด้วย

ที่สำคัญคือ ท่าทีกระทรวงการต่างประเทศคงต้องเปลี่ยน เราต้องเกี่ยวพันกับประเทศต่างๆ ที่วางอยู่บนหลักการที่เป็นสากล ไม่ใช่วางอยู่บนหลักการที่เป็นไทยๆ แล้วมองว่าเราเป็นประชาธิปไตยคิดจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองโดยไม่สนใจสากลโลก คงเป็นไปไม่ได้แล้ว อยากให้ปรับท่าทีและให้ยึดหลัก ไม่ใช่ว่าหลักการสากลขัดกับหลักการในประเทศเพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนต่างๆ เป็นสิ่งที่รัฐไทยพึงต้องสร้างให้คนในประเทศอยู่แล้ว จะมีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นนั้นเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเราต้องการหลุดจากการวิพากษ์วิจารณ์ ต้องการหลุดจากสภาพที่การลงทุนน้อยลง สภาพที่ถูกวิจารณ์ถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ควรจะปรับท่าทีของตัวเองที่มีต่อระบบการเมืองระหว่างประเทศด้วย ตรงนี้กระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานหนักมาก ที่ผ่านมาเป็นกระบอกเสียงสำหรับรัฐบาลมาโดยตลอด