หน้าแรก การเมือง ปท.แถลงร่ายยา...

ปท.แถลงร่ายยาวอัด 3 ป.เอื้อพวกพ้อง “ทนายนกเขา”แนะบิ๊กตู่ สางเครือข่ายคสช.แล้วสรรหาใหม่

19.05.21 | 18:32 น.

ปท. แถลง ‘หยุด 3 ป.’ ถาม ละอายไหม? ทำเพื่อพวกพ้อง ‘ทนายนกเขา’ แนะ บิ๊กตู่ ทุจริตแก้ไม่ยาก สะสางเครือข่าย คสช. ก่อนสรรหาใหม่


สืบเนื่องจาก กรณีเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวชิญชวนประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าร่วมโครงการ ประเมินคุณธรรมความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยระบุว่า ปัญหาการทุจริตส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย จึงประกาศให้การแก้ไขปัญหาการทุจริต เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม นั้น

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม ที่อาคารพญาไท พลาซ่า แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย (ปท.) แถลงข่าวเรื่อง “วาระประชาชน : หยุด 3 ป. โมเดลแก้ทุจริตแห่งชาติ” นำโดย นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา ที่ปรึกษากลุ่ม ปท., นายพิชิต ไชยมงคล อดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.), นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานอนุกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และนายภิมะ สิทธิ์ประเสริฐ ตัวแทนเครือข่ายทนายความและประชาชน

นายชาญชัยกล่าวว่า ถ้าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของการทุจริต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำอย่างจริงจัง และไม่นำเอาบุญคุณส่วนตัวที่ช่วยเหลือกันมาใช้เพื่อทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติเด็ดขาด ตนในฐานะที่เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่มากว่า 20 ปี และได้ใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ เข้าตรวจสอบการทุจริต บางเรื่องนำขึ้นศาลเพื่อฟ้องร้องแล้ว แต่สะดุดอยู่ตรงที่ระบบเส้นสายของผู้มีอำนาจ ทำให้ภาคประชาชนเข้าตรวจสอบยากมาก จึงเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬาร

Advertisement

นายชาญชัยกล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของท่าน หรือของใครก็แล้วแต่มาเป็นหลัก แล้วสร้างวาทกรรม สร้างฉากกั้น ทำบาปกับคนไทยและประเทศชาติ ยิ่งจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย

“วันนี้ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าท่านแก้ไขปัญหาจริง ให้คนมาไล่ท่านสักสิบล้านคน ท่านก็ไม่ออก เพราะท่านทำดี แต่ถ้าท่านทำไม่ดี ท่านก็อยู่ไม่ได้ เพราะเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องมากเกินไป จนประชาชนอยู่ในฐานะที่จนไปเรื่อยๆ และถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งใจแก้ไขปัญหา จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าประชาชนก็พร้อมจะช่วย แต่ติดตรงที่ว่า ท่านจะทำจริงหรือไม่” นายชาญชัยกล่าว

ด้าน นายนิติธร หรือ ทนายนกเขา กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีการประกาศเรื่องทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนก็ทำงานตรวจสอบกันอยู่แล้ว แต่บางเรื่องประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง รัฐต่างหากที่เป็นผู้เสียหาย บางเรื่องเมื่อถึงขั้นที่สามารถส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องร้องได้ แต่ก็ไม่ขยับ จึงคิดว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศ ให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ คือสิ่งสะท้อนว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ล้มเหลวมาโดยตลอด ซึ่งมาจากการที่หัวหน้าฝ่ายบริหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ดำเนินการอย่างโปร่งใส

“มันเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะนายกรัฐมตรีเป็นคนที่ใช้การพูดมากกว่าการกระทำ และความจำสั้น ย้ำคิดอย่างเดียว แต่ไม่เคยย้ำทำ คิดอย่างเดียว แล้วก็พูดไปเรื่อย ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เคยมีผลงานชัดเจนหรือไม่ และที่สำคัญเรื่องของการทุจริต ต้องรวมไปถึง ‘การประพฤติมิชอบ’ ด้วย อย่างเช่น กรณีโรคระบาดโควิด-19 ที่สนามมวยลุมพินี อาจไม่ถึงการทุจริต แต่ก็เข้าข่ายการประพฤติมิชอบ อีกทั้งการประพฤติมิชอบ สอบสวนง่ายกว่า ไม่ต้องถึงขนาดเข้าสู่ ป.ป.ช. แค่คำสั่งของนายกรัฐมนตรี เมื่อเห็นข้อเท็จจริงที่ผิด ก็สามารถสั่งการได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจกลไกกฏหมายที่แท้จริง จะเห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะแก้ปัญหาทุจริต” นายนิติธร

นายนิติธร กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาทุจริต ในแง่ของการเข้าถึงเอกสารอีกว่า ตอนนี้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จริง แต่ปรากฎว่า ร่างแก้ไขฉบับใหม่จะไม่สามารถเข้าถึงได้เลย โอกาสเข้าถึงเป็นไปได้ยากมาก สิ่งนี้ทำขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อขัดขวางการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบหรือไม่ ฉะนั้น การที่มาประกาศในเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ คือมายาภาพทางการเมือง ทำให้ดูดี ถ้าจะแก้ไขปัญหาจริง คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย แต่ถ้ าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ทำอะไรเลย ก็สมควรเสียสละลาออก

นายนิติธร กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีความสามารถ และบารมีเพียงพอที่จะสั่งการกับ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส ได้ เพราะคนที่ทำหน้าที่รองนายกฯ กลับทำตัวเหมือนเป็นคนนั่งชักใย แล้วพูดว่า ตนนั้นเป็นคนค้ำรัฐบาลนี้อยู่ ทุกวันนี้สังคม และสื่อมวลชนมองออก แต่ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงมองไม่ออก

“ถ้าจะร่วมหัวจมท้ายกันอยู่แบบนี้ เท่ากับการส่งเสริมทุจริต ผมคิดว่าท่านหมดสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีไปนานแล้ว”

นายนิติธร ยังยกตัวอย่างกรณีที่เข้าข่ายการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่ ป.ป.ช. กลับไม่ได้พิจารณาความผิด อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เช่าเครื่องบินเหมาลำทัวร์ฮาวาย กรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กรณีเรือเหาะ หรือ กรณีที่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา แต่งตั้งลูกชายเข้ารับราชการ พร้อมถามย้ำว่า มีเรื่องใดได้ผลที่ชัดเจนให้สังคมยอมรับบ้าง ที่ไม่ได้ผล เพราะว่า กลไกการตรวจสอบเอื้อกันเอง โดยสภาพของการปกครองขัดแย้งกัน องค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งจาก คสช.ต้องลาออกเสีย แล้วสรรหากันใหม่

นายนิติธรยังกล่าวถึงกรณีเอกสารลับ คดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ที่เกิดการตั้งคำถามว่า พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการกฏหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ มีส่วนพัวพันในการเปลี่ยนรูปคดีหรือไม่ ว่า

ประธานกรรมาธิการฯ ไม่มีหน้าที่ชี้ว่าใครกระทำผิด และเข้าสั่งยุติข้อเท็จจริง ไปขอให้สอบข้อเท็จจริงใหม่ จนถึงที่สุดก็มีคำสั่งให้ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม หลังจากนั้น เรื่องก็วนกลับไปที่ สน.ทองหล่อ และตั้งเรื่องกันใหม่ ซึ่งในระหว่างการสอบสวน ก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งคน จึงอาจคาดเดาได้ว่า มีส่วนรู้เห็นกับการเปลี่ยนสำนวนคดี

จากนั้น นายภิมะ สิทธิ์ประเสริฐ เป็นตัวแทน อ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เรื่อง “วาระประชาชน : หยุด 3 ป. โมเดลแก้ทุจริตแห่งชาติ” โดยมีใจความว่า

กลุ่มประชาชนคนไทย ขอประกาศวาระประชาชน หยุด 3 ป. โมเดล แก้ทุจริตแห่งชาติ ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกว่า  หนึ่งในเหตุผลหลักของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คือ การปราบปรามการฉ้อราษฎรบังหลวงที่ฝังรากลึกในประเทศ แต่ผ่านมา 7 ปี ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านการทุจริต ภายใต้การนำขอ งพล.อ.ประยุทธ์ กลับตกต่ำดำดิ่งลงอย่างหนัก ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นหลักหมุดที่ตอกย้ำความล้มเหลวในภารกิจสำคัญนี้ เป็นการประกาศซ้ำซากมากกว่า10 ครั้ง ในรอบ 7 ปีที่ครองอำนาจ

กลุ่มประชาชนคนไทยขอย้ำว่า แท้จริงแล้ว วาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเสียสละลาออก เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลสร้างชาติ เข้ามาแก้ไขัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่บั่นทอนศักยภาพประเทศให้ได้โดยเร็วที่สุด ในการประกาศครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า มุ่งสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต รวมทั้งความละอายต่อการทุจริต ประพฤติไม่ชอบทุกรูปแบบ ตลอดจนสร้างจิตสำนึก และค่านิยมปฏิเสธไม่ยอมการทุจริตโดยสิ้นเชิง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่มีความละอาย มองข้ามปัญหา การทุจริตประพฤติมิชอบที่อยู่ในภายใต้รัฐบาลเองทั้งสิ้น ละอายหรือไม่ กับการยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพื่อตนเองแลพวกพ้อง บอกว่าขอเวลาอีกไม่นาน แต่เกาะเก้าอี้ไม่ยอมปล่อย ละอายหรือไม่ กลับการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ ตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง จากรัฐธรรมนูญที่เขียนให้ตัวเองได้เปรียบ ใช้กลไกในรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. ที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ละอายหรือไม่ กับการเลือกบุคคลที่มีประวัติทุจริตประพฤติมิชอบจากการค้ายาเสพติดข้ามชาติมาเป็นรัฐมนตรี แล้วเมื่อทราบว่าผิดจริง กลับปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ละอายหรือไม่กลับการแต่งตั้งบุคคลที่ถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.หลายกรณีเป็นรัฐมนตรี แล้วใช้อำนาจเพื่อให้เกิดโครงการนิคมอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ให้ทุนปิโตรเคมี และเอื้อประโยชน์จากการซื้อขายที่ดินมูลค่ามหาศาลให้กับเครือญาติ ละอายหรือไม่ กับการที่หัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาล ใส่แหวนวงใหญ่ นาฬิกาหรูหลายสิบเรือน แต่อ้างว่าเป็นแหวนของแม่ ส่วนนาฬิกาเป็นของเพื่อนที่ตายแล้ว ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ละอายหรือไม่ กับความไม่โปร่งใสคดีบอส กระทิงแดง ที่การปลี่ยนสำนวนคดี บุคคลใกล้ชิดกับรัฐบาล อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เอื้อต่อการหลบหนี

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้สึกอย่างไร กับการอยู่อาศัยในบ้านหลวง ใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้าฟรี ในขณะที่ประชาชนได้รับการช่วยเหลือเพียงการลดค่าไฟฟ้าส่วนน้อยจากรัฐบาล ส่วนเรื่องที่รัฐบาลต้องละอายใจที่สุดคือ กลไกรัฐที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำกับบัญชาการ แล้วเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โควิด-19 แพร่พระบาดถึง 3 ระลอก จนทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อีกทั้งต้องเจ็บป่วยถึงขั้นล้มตายมากขึ้น อันเนื่องมาจากการบริหารบ้านเมืองที่บกพร่องผิดพลาด จากกรณีสนามมวย เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ จากกรณีบ่อนการพนัน ลักลอบเข้าเมืองผิดกฏหมาย และความละหลวม หย่อนยานให้เปิดสถานบันเทิง

หากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2560 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในงาน ต่อต้านคอร์รัปชันสากลว่า การคอร์รัปชันไม่ใช่แค่การให้เงินให้ทอง แต่มีลักษณะการเอื้อประโยชน์ต่อกัน กรณีนาฬิกาของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชน คือความจริงที่สวนทางกับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมน่ากังขาอีกมากมาย ที่เครือข่ายระบอบประยุทธ์ได้กระทำ เช่น เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน การใช้อำนาจโดยมิชอบ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งทางกฏหมาย และไม่สง่างามในจริยธรรมทางการเมือง เป็นบทพิสูจน์ว่า เสาค้ำยันให้กับการทุจริตในประเทศไทย คือ ระบอบอำนาจนิยม ระบอุปถัมภ์เส้นสาย ภายใต้เครือข่ายของระบบประยุทธ์นั่นเอง กลุ่มประชาชนไทย แถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ที่ต้องรณรงค์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเสียสละลาออก และเปิดโอกาสให้รัฐบาลสร้างชาติเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤต เหตุเนื่องจาก ในยามวิกฤตโรคระบาด ขบวนการ 3 ป. ในระบบประยุทธ์ กลายพันธุ์เป็นขบวนการ ปกปิด การปล้น แสวงหาประโยชน์ที่สำคัญ

นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา ที่ปรึกษากลุ่ม ปท.

คำประกาศล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ซ่อนเงื่อนงำ โดยทอนความเหลือเพียงการทุจริต เพื่อลับลวงพราง ตบตาประชาชน ส่วนการประพฤติมิชอบ และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถูกด้อยค่าไป ทำให้การขจัดคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถูกรัฐบาลชุดนี้ลอยแพ ไร้ประสิทธิภาพ เป็นวาระแห่งชาติที่ไร้มาตรการรองรับ ดังนั้น หากจะให้เกิดความเชื่อมั่นว่า การปราบทุจริตเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง จะต้องมีมาตราการที่จริงจังชัดเจน รองรับความผิด และแก้ไขปัญหาการประพฤติมิชอบด้วย

กลุ่มประชาชนคนไทย จึงขอให้รัฐบาลเร่งจัดการนักการเมืองที่พัวพันกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ให้ออกจากตำแหน่งทันที ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระดับสูง หากมีเรื่องพัวพันกับการทุจริต ต้องพักราชการไว้ก่อน กรณีการทุจริตประพฤติมิชอบที่รัฐบาลชุดนี้ปกป้องอยู่ ต้องดำเนินการชำระสะสางให้เสร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน โดยผู้ถูกร้องเรียนต้องแจ้งที่มาของทรัพย์สินรายได้ ถ้าหากแจ้งที่มาไม่ได้ ให้อายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบเพื่อยึดทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน การเอื้อประโยชน์ให้นักธุรกิจการเมือง และตัวแทนของกลุ่มธุรกิจใหญ่ ในระบอบประยุทธ์ ต้องถูกตรวจสอบ ทบทวนสัญญาสัมปทานประกอบสาธารณูปโภค ที่พี่น้องประชานกลับเป็นฝ่ายต้องมาแบกรับภาระในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ และนายกรัฐมนตรีต้องสอบสวนโครงการจัดซื้อยา ฟาวิพิราเวียร์ ที่รัฐบาลนำงบประมาณไปจัดซื้อได้ปริมาณน้อยลง เนื่องจากต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงมาก จนทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ยาก เป็นเหตุให้เสียชีวิต ตลอดจนต้องเร่งรัดให้ องค์การเภสัชกรรม ดำเนินการให้ได้สิทธิผลิตยาดังกล่าวในประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อขจัดขั้นตอนการแสวงหาผลประโยชน์

กลุ่มประชาชนคนไทย ขอย้ำว่า การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้สำเร็จต้องอาศัยภาคประชาชนที่เข้มแข้งตื่นตัว และกลไกภาครัฐที่ทำงานโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยให้การตัดสินใจผูกพันกับการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ จนเป็นวาระประชาชน เพื่อปกป้องประชาชน ปกป้องประโยชน์อย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในวันพรุ่งนี้ (20 พฤษภาคม) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ จะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่ศาลฎีกาตัดสิน ไปยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตี และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล  หลังเข้ายื่นมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 – 2563 ซึ่งนายชาญชัย ได้แสดงความคาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการแก้ไข ถ้าไม่รีบแก้ไข สิ่งที่ตามมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ เพื่อนำเงินที่ถูกทุจริตไป กลับมาแก้ไขปัญหาโรคระบาดให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ นายนิติธร หรือ ทนายนกเขา ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จะกำหนดระยะเวลาไว้ในใจ อยากเห็นผลงานเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ถ้าหากไม่เกิดเป็นรูปธรรม จะเพิ่มมาตรการเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้สูงขึ้นไปอีก ถ้าหากพูดห่างกัน ไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะไปพูดใกล้ๆ รับรองว่า ได้คุยกันในตึกไทยคู่ฟ้าแน่นอน