กมธ.ศก.จ่อเรียกหน่วยงานเอี่ยวคดี “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” ให้ข้อมูลและอายัดทรัพย์ เร่งเยียวยาเหยื่อ
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 20 พฤษภาคม ที่ทำการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. และโฆษกพรรค นำตัวแทนผู้เดือดร้อนจากการฉ้อโกงและอดีตลูกจ้างของนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก เข้ายื่นข้อมูลร้องเรียนต่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ กมธ. ติดตามสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีต่อไป
โดยนายวิโรจน์กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือถึง น.ส.ศิริกัญญา ในฐานะประธานกมธ.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ให้ดำเนินเรื่องในการสอบสวนและเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากองบัญชาการกองทัพไทย กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์และกระทรวงแรงงาน กรมบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจสันติบาล นอกจากนี้ยังมีโครงการเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเบื้องต้นตนทราบว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคดีนี้คือกองบังคับการตำรวจปราบปราม กองบังคับการปราบปรามและการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ซึ่งเข้าใจว่าอย่างไรก็ตาม คดีนี้อาจไปถึงด้วยให้มาร่วมหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการอายัดทรัพย์สิน เครือข่ายธุรกิจที่มีส่วนไปทำให้ประชาชนเสียหายให้มาอยู่ในกระบวนการที่จะชดใช้และเยียวยาประชาชนให้เร็วและมากที่สุด
ขณะที่นายณัฐพล พรหมเวช ทนายความ กล่าวว่า พฤติกรรมในคดีนี้ไม่ใช่เงินในกระเป๋าของผู้เสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงเงินในอนาคตของเขาด้วย เพราะเครือข่ายของนายประสิทธิ์มีการให้ผู้เสียหายยืมเงินจากธนาคาญพิ่มเติมอีก เช่น การสอนว่าทำอย่างไรถึงจะกู้ธนาคารได้ ใช้บัตรเครดิตอย่างไร บางรายมีบัตรเครดิตประมาณ 20 ใบ เป็นหนี้ราวๆ 2-3 ล้านบาททั้งที่เป็นวัยเกษียณก็มี ซึ่งมีหลายคนนำบ้านและรถเข้าไปจำนองกับไฟแนนซ์ เนื่องจากดอกเบี้ยถูกกว่าดอกเบี้ยที่นายประสิทธิ์ให้มากกว่าราวๆ ร้อยละ 4-10 % ต่อเดือน จึงทำให้ผู้ที่ไว้ใจเสียหายค่อนข้างมาก หากเป็นไปได้หน่วยงานหรือองค์กรใดที่สามารถเอาเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้โดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาเยียวยาผู้เสียหายก็จะเป็นการดีต่อทุกคน
นายวิมุตพงษ์ จันทร์แก้ว หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนเสียหายไปเกิน 1 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 11 เดือน ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตและเงินของครอบครัวด้วย จึงอยากฝากถึงทุกคนที่ได้รับความเสียหายอย่ากลัวที่จะออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง ไม่ว่าคลิปก่อนหน้านี้ที่เขาเคยพูดข่มขู่หรืออะไรกับท่านก็ตาม ซึ่งคลิปนั้นเป็นการข่มขู่ในลักษณะที่บอกว่าห้ามไปดำเนินดคี ให้อยู่เฉยๆ และรอจนกว่าจะนำเงินมาคืนให้ หากลูกค้าคนใดที่ไปดำเนินคดีจะได้เงินช้าหรือไม่ได้เงิน ให้ออกมาปกป้องสิทธิขอท่าน โดยวิธีการชักชวนเริ่มต้นจากการโทรศัพท์ของเอเยนต์ในเครือของนายประสิทธิ์ว่ามีแพ็กเก็จการลงทุนตัวใหม่ ซึ่งแพ็กเก็จที่ตนทำอยู่เรียกว่าสหกิจชุมชน โดยการให้ลงเงินเพื่อซื้อสินค้า ถ้าหากลูกค้าคนใดไม่ประสงค์จะซื้อสินค้าสามารถถอนเงินต้นของตนเองคืนได้ภายในกำหนดระยะเวลา โดยหลังจากครบกำหนดแล้วก็จะมีเงินโบนัสให้
“ครั้งแรกลงเงิน 1 แสนบาท ได้โบนัสเป็นคูปองเงินสด 6,000 บาท แต่หากจะถอนเป็นเงินสดจะถูกหัก 15% สักระยะหนึ่งเห็นว่าได้เงินจริงจึงเพิ่มต้นทุนไปเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าเงินโบนัสตรงนี้จะทำให้หลุดพ้นจากความเหนื่อยยากทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด ทั้งนี้ได้มีการชูนโยบายว่าสินค้าที่ได้มามาจากชุมชนหรือผู้ผลิตจริงๆ แต่ปรากฎว่าเมื่อมีปัญหาพบหลักฐานว่าสินค้าซื้อมาจากร้านค้าปลีกมาขายในราคาต่ำกว่าทุนเพื่อให้สมาชิกที่ลงทุนได้ซื้อในราคาที่ถูก และให้สมาชิกเชื่อว่าซื้อมาจากชาวบ้านหรือแหล่งผลิตโดยไม่ผ่านตัวกลาง” นายวิมุตพงษ์กล่าว
ด้าน น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก สิ่งที่ กมธ.จะสามารถทำได้คือการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อาจจะได้รับเงินบริจาคหรือเงินสนับสนุนจากบริษัทหรือนายประสิทธิ์มาก่อน เพื่อดำเนินการแจ้งข้อมูลคดีและได้อายัดทรัพย์เพื่อกันไว้เป็นส่วนหนึ่งสำหรับผู้เสียหายและจะให้ผู้เสียหายหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ากระบวนการของคดีจะเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า เงินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้รับการชดเชยและจะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะลูกค้าที่ถูกล่อลวงแต่ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังมีการเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เช่น การจัดตั้งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ขณะเราได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วและจะบรรจุเป็นวาระที่จะประชุมและจะส่งหนังสือเชิญถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เมื่อถามเพราะอะไรที่ผ่านมาถึงไม่เคยฉุกคิดว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม นายวิมุตพงษ์กล่าวว่า สาเหตุเดียวที่ตนเชื่อว่าธุรกิจของนายประสิทธิ์เป็นไปได้จริง คือตนค้นหาทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบและคนที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ นายประสิทธิ์เป็นนักธุรกิจที่ลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน มีโครงการมากมายและเป็นถึงจิตอาสา 904 เป็นสิ่งที่ทำให้สิ้นสงสัย ซึ่งผลตอบแทนที่ได้มาหลายเดือนยิ่งการันตีว่าธุรกิจไปรอดแน่
เมื่อถามว่า จากกระบวนการของนายประสิทธิ์มีความเกี่ยวโยงกับกองทัพ ซึ่งกองทัพยังไม่ได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้เท่าไหร่นัก มองอย่างไรบ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าหน่วยงานหรือกองทัพไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นการรับเงินสนับสนุนที่ไม่ได้จงใจหรือไม่รู้ แต่ในเมื่อรับเงินไปแล้วซึ่งเงินก้อนนั้นเป็นเงินจากผู้เสียหาย จะทำเป็นนอนคดไม่รู้นั่งคู้ไม่เห็นไม่ได้ ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจในการคืนเงินากกการสนับสนุนเหล่านั้น เข้ามาสู่กระบวนการอายัด
เมื่อถามว่า ในชั้น กมธ.ในการอายัดทรัพย์ของนายประสิทธิ์ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ว่านายประสิทธิ์จะมีข้อแก้ตัวอย่างไรก็ตาม แต่มีเงินส่วนหนึ่งที่ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามาจากเงินที่มาจากประชาชนนำมาลงทุนกับบริษัทของนายประสิทธิ์แต่ได้มีการโยกย้ายถ่ายโอนไปสนับสนุนหรือบริจาคให้หน่วยงานต่างๆ ก็จะสามารถแยกได้ว่าเงินส่วนนี้ที่ได้ให้หน่วยงานรัฐไว้สามารถอายัดจากหน่วยงานรัฐโดยตรงได้หรือขอความร่วมมือให้นำเงินมาส่งคืนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกทางหนึ่งก็ได้

