หน้าแรก การเมือง ‘อดีตรมว.คลัง...

‘อดีตรมว.คลัง’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ มอบ ‘มรดกหนี้’ เปิดช่อง ‘ตีเช็คเปล่า’ คุมอำนาจใช้เงิน

22.05.21 | 16:49 น.
‘อดีตรมว.คลัง’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ มอบ ‘มรดกหนี้’ เปิดช่อง ‘ตีเช็คเปล่า’ คุมอำนาจใช้เงิน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เนื่องในวาระครบรอบ 7 ปีรัฐประหาร กลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จัดเสวนาไทยไม่ทน ออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “7 ปีรัฐประหาร เหลียวหลังแลหน้าประเทศไทย”โดยมีตัวแทนอดีตนักการเมือง แกนนำขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ภาคประชาสังคม ไปจนถึงญาติวีรชน ร่วมวง อาทิ

โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช., นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น,นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ หัวหน้าพรรคก้าวล่วง, นายพิชัย พริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, นายณัชภัท อัคฮาด  แกนนำญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553, นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550, นายจอมพล รุ่งเรืองชูเลิศ คณะปราบปรามโกงชาติ และนายไทกร พลสุวรรณ เลขาธิการแนวร่วมอีสานกู้ชาติ เข้าร่วม

โดย นายธีระชัย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ของขวัญพิเศษ เนื่องในวันเกิดครบรอบ คสช. แก่คนรุ่นใหม่ นั่นคือ ‘มรดกหนี้’ ที่เกิดมาจากการบริหารด้านการคลังที่เป็นช่องโหว่ เสมือนอุโมงค์ที่รถสิบล้อวิ่งผ่านได้ เพราะใช้วิธีการบริหารการเมืองแบบเดิมๆ นั่นคือการประคับประคอง ให้พรรคร่วมรัฐบาลเกาะกันอย่างเหนียวแน่น และน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงนั่นคือ ต้องมีโครงการซึ่งทำให้ ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย มีความสุข และสิ่งที่น่ากังวลคือ ช่องทางตรงนี้ กำลังจะเปิดขึ้นใหม่อีกรอบหรือไม่ ในรูปของ ‘พระราชกำหนดกู้เงิน 7 แสนล้านบาท’ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนจับตาไว้ให้ดี

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า หลักของการทำนโยบายการคลัง ต้องถือหลักประหยัด ใช้แล้วให้เกิดประสิทธิผล และมีวิธีการป้องกันการรั่วไหล ในแง่ของการบริหารการคลังยุคโควิด ถึงแม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสในการกู้เงินถึง 1 ล้านล้านบาท แต่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์มากมายว่า ใช้เงินมากมายแต่ก็ไม่ได้ผล ในแง่ของการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีงานหลายด้านที่ต้องทำ แต่ในหลายๆ ด้าน ก็บริหารงานแบบไม่สมบูรณ์ตรงเป้าอยู่หลายประการ ในแง่ของสาธารณสุข แทนที่จะทุ่มสรรพกำลัง นำเข้าอุปกรณ์ทดสอบโควิดแบบรวดเร็ว เปิดเสรีในเรื่องของการนำเค้าวัคซีน และนำเข้าอุปกรณ์ป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ จนถึงป่านนี้ กระบวนการฉีดวัคซีนของประเทศเราก็ล่าช้า ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีความพร้อม และสร้างความมั่นใจ ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ

นายธีระชัย  กล่าวต่อว่า ส่วนที่สอง ในแง่ของการใช้เงินเยียวยา รัฐบาลมีหลายโครงการ เช่น เราชนะ, คนละครึ่ง, เรารักกัน ตนจะบอกว่า ท่านต้องระวัง  เพราะถ้าท่านเอาเงินไปเยียวยาประชาชนรายย่อย แทนที่จะเป็นเฉพาะผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างแท้จริง จะกลายเป็นการพยายามหาฐานเสียงสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะในเวลานี้ปรากฏว่าคนที่ได้รับประโยชน์ มีการรายงานว่า จะเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง 31 ล้านคน

Advertisement

“ที่สำคัญในแง่ของผู้มีรายได้น้อย ท่านพยายามช่วยในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายประจำวัน แต่ว่าตรงนี้ถามว่า ท่านจะช่วยได้อีกนานกี่ปี แทนที่ท่านจะทำแบบนั้น ท่านได้แก้ปัญหาตรงจุดด้วยการเข้าไปรื้ออำนาจผูดขาดของบริษัทที่คุมในเรื่องของธุรกิจน้ำ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจน้ำมันทั้งหลาย ท่านเข้าไปดูแลเต็มที่หรือยัง และอีกประเด็นหนึ่งคือ ธุรกิจ SME ซึ่งในเวลานี้ประสบปัญหาอย่างมาก มีแค่กระบวนการช่วยเพียงแค่ ให้กู้เงินเพิ่ม หรือการพักชำระหนี้ แต่ท้ายที่สุด ควรจะไปดูตัวอย่างการช่วยเหลือของประเทศอื่นๆ ในโลก ที่ไม่ได้ให้เงินโดยตรงกับประชาชนเต็มที่ แต่ใช้วิธีให้เงินผ่านบริษัทขนาดกลาง และย่อม โดยผูกพันธ์ คือ ถ้าบริษัทมีการจ้างงานอยู่ เงินเดือนค่าจ้างที่บริษัทจ่าย รัฐบาลจะช่วยแบกรับภาระให้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ลักษณะแบบนี้ถึงจะเป็นการผูกโยงลูกจ้างให้อยู่กับนายจ้าง และจะทำให้ธุรกิจฟื้นขึ้นมาได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือการใช้งบในส่วนที่เรียกว่างบฟื้นฟู จะเห็นว่า มี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือโครงการที่เป็นส่วนราชการ มีการเอาเงินไปใช้ในโครงการปกติ ส่วนโครงการที่มาจากข้อเสนอของชุมชน ก็ไม่มีหลักประกันดูให้ชัดเจนว่า ชุมชนนั้นมองอนาคตโลกหลังโควิดไปข้างหน้าอย่างไร ซึ่งพบว่า เหมือนเป็นเงินที่นำเอาไปให้ส่วนราชการเพื่อขับเคลื่อนโดยรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงนั้น หรือไม่ก็กลายเป็นเงินที่ชุมชนนำเสนอ แต่ไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนอย่างไร” นายธีระชัยกล่าว

นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาในแง่ความเสี่ยงการรั่วไหลของการเงิน ยังมีอีก นั่นคือ มีการก่อหนี้เพิ่ม ที่มาจาก พ.ร.ก.การคลัง ที่กู้เงิน 1 ล้านล้าน บาท นอกจากนี้พระราชกำหนด 7 แสนล้าน ที่เกิดไปก่อนหน้ามีความน่าเป็นห่วง เพราะมีการเขียนกฏกติกาในลักษณะที่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถใช้เงินได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คุมอยู่ในมือเต็มที่ เพราะพระราชกำหนด 1 ล้านล้าน มาตรา 7 มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงิน ซึ่งในมาตรา 8 ระบุไว้ว่า มีอำนาจกลั่นกรองพิจารณาโครงการเพื่อจะเสนอคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลโครงการนี้ และคณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามแผนงาน มีการตั้งกลไกเพื่อที่จะกำหนดวิธีการทำงานครบวงจร แล้วแบบนี้ ถามว่าใครจะสามารถไปตรวจสอบได้ เพราะมันคือการตีเช็คเปล่า

ด้านนายอรรถพล บัวพัฒน์  หรือ ครูใหญ่ หัวหน้าพรรคก้าวล่วง กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนมาในนามของการแสดงจุดร่วม และสงวนจุดต่าง เรามีจุดร่วมด้วยกันนั่นคือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพต้องออกไป เพื่อยุติรัฐเผด็จการ และก้าวเข้าไปสู่ประชาธิปไตยให้ได้ 7 ปี โดยได้เสวนาโจมตีการทำงานของรัฐบาล ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน การบริหารราชการแผ่นดินที่ส่อว่าจะมีการทุจริต การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน

///