พิธา ชี้ บทเรียนราคาแพง 7 ปีประเทศไทยภายใต้รัฐบาลประยุทธ์

พิธา ชี้ บทเรียนราคาแพง 7 ปีประเทศไทยภายใต้รัฐบาลประยุทธ์

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นถึงการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ ครบ 7 ปี โดย ระบุว่า

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผม และ รังสิมันต์ โรม ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรม “เปิดไฟให้ดาว” บริเวณหน้าลานหอศิลป์ฯ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชนชนคนไทยที่ยังคงมีความหวัง ความฝัน ในการเปลี่ยนแปลง อยากจะเห็นประเทศไทยของเรามีอนาคตที่ดีกว่านี้ และได้ย้ำจุดยืนของตัวเองที่มีมาตลอด 7 ปีว่า การรัฐประหารไม่ใช่คำตอบ

ตลอด 7 ปีภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ ประเทศไทยของเราต้องสูญเสียโอกาสไปมากมาย ทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจที่นับวันมีแต่จะถดถอยลง โดยเฉพาะกับเยาวชนคนหนุ่มสาว ที่เติบโตมาท่ามกลางความถดถอยทางเศรษฐกิจ จบมาไม่มีงานทำ คุณภาพชีวิตแย่ลงกว่าพ่อแม่ของตน หรือจะเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพการแสดงออกที่ถูกปิดกั้น จนทำให้ประเทศไทยขาดคนเก่ง คนฉลาด มาแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆ

อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหารมา ประเทศไทยไม่ได้หยุดพัฒนาเท่านั้น แต่ยังพัฒนาถอยหลังด้วย และเมื่อมีการเลือกตั้ง ผมก็หวังลึกๆ ว่า ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่มันก็เป็นเพียงการชุบตัวของเผด็จการทหารในคราบรัฐบาลประชาธิปไตย ที่ไม่มีความยึดโยงกับประชาชน ไม่มีความรู้ในการบริหารจัดการแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย เกิดวิกฤติอะไรมาก็แก้ไขไม่ได้

นี่จึงจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทยไปอีกนานว่า การรวบอำนาจเหนือประชาชนโดยกองทัพและเครือข่ายไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบที่ยึดโยงกับประชาชนต่างหากคือคำตอบที่แท้จริง

ประเทศไทยจะต้องบริหารด้วยระบอบประชาธิปไตย มีผู้แทนราษฎรที่รับฟังเสียงของประชาชน มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่หลากหลาย และมีกองทัพที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือคำตอบ ที่จะทำให้ประเทศก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวัง

ผมและพรรคก้าวไกล ขอยืนหยัดเคียงข้างประชาชนคนไทยทุกคน และขอยืนยันว่าจะทำงานในฐานะผู้แทนราษฎรให้เต็มที่ เพื่อปกป้องรักษาสิทธิ เสรีภาพ ความหวัง ตลอดจนความฝันของทุกคนที่อยากเห็นประเทศไทยของเราดีขึ้น เพราะผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนควรได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีกว่าในวันนี้

สังคมไทยในปัจจุบันไม่เหมือนสังคมไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราผ่านการเรียนรู้ ผ่านการเห็นและสามารถเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ควรและสิ่งที่เป็นอยู่ได้แล้ว ผมจึงหวังว่า การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย และขอให้ลูกหลานของเราได้รู้จักการรัฐประหารผ่านหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์เพียงใดก็พอครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โฆษกรบ. โต้ข่าวนายกฯสั่งเบรก ‘หมอพร้อม’ ชี้แค่ชะลอ ปรับแผนใหม่ในจว.คนติดมาก
บทความถัดไปชาวบ้านแตกตื่น ขุดหน่อกล้วย เจอวัตถุปริศนา นึกว่าระเบิด ที่แท้เป็นหม้อไห ไม่ทราบสมัยไหน