ปลอดประสพ เผยดีใจ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทลายกำแพงการจัดหาวัคซีนได้สำเร็จ

ปลอดประสพ สุดดีใจ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทลายกำแพงการจัดหาวัคซีนได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็น

โรคเบื่อกำลังระบาด ผมดีใจจริงๆ ที่ในที่สุดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็สามารถแหวกวงล้อมทลายกำแพงการจัดหาวัคซีนที่รัฐบาลทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำและฝ่ายมั่นคงร่วม(หัว)กันยึดไว้(ปฏิวัติอีกแบบหรือเปล่า)

เป็นความจริงเช่นกันและไม่เสียหายอะไรที่จะยอมรับว่า หากไม่ใช่ราชวิทยาลัย คงทำไม่ได้แน่นอน ประเทศและประชาชนชาวไทยได้ประโยชน์และปลอดภัยกันถ้วนหน้า ก่อนนี้มีแต่รอเจ็บกับรอตาย (ขอบคุณครับ)

ที่ผมยังไม่ยอมจบเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าจำเป็นต้องวิเคราะห์ว่า เหตุใดจึงเกิดนโยบายปิดบ้านแบบนี้ขึ้นมาในยุคที่ทั้งโลกเขาเปิดหมดแล้ว

1. ฝ่ายมั่นคงเข้ามาถือบังเหียนควบคุม (จึงเพี้ยน)

2. คิดว่า วัคซีนคืออาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อทำสงครามกับโควิดก็ต้องควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ

3. ต้องการจัดกองทัพ (กองพลพิเศษมั้ง) จึงรวบอำนาจสั่งการและผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน (แบบสปาตันเมื่อ 1000 ปีมาแล้ว) โดยรวบกฎหมายและระเบียบ 31 ฉบับมาไว้กับตน

4. นายกเป็น ผบ.สูงสุด มีเสนาธิการคือเลขา สมช. คณะเสนาธิการคือ ศบค. ชุดใหญ่ ชุดเล็ก ชุดจิ๋ว (ประชุมทุกวันจนเมียถามหา) วิเคราะห์สถานการณ์เสนอ (ท่านพูดเองนะว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามสถานการณ์) พลทหารคือ หมอ พยาบาล อสม.และอื่นๆ ที่สั่งได้ (เจ็บตายไปอื้อเลย น่าสงสาร) คิดรบแทนที่จะคิดป้องกันและรักษาโรค

5. มีที่ปรึกษา (หมอ) เยอะเกินไปโดยที่ตัวเองไม่มีความรู้พื้นฐาน ก็เลยเชื่อทุกเรื่องหรือเปลี่ยนใจทุกเรื่อง (ตามอารมณ์) มันจึงไม่นิ่ง เกิดสับสนยุ่งเหยิงประชาชนตามไม่ถูก

6. ไม่ไว้วางใจใครเพราะคิดว่า น่าจะมีผลประโยชน์ (ทำท่าจะแอบมีจริงๆ) จึงต้องทำเอง เจรจาเอง และอธิบายว่า ผู้ผลิตวัคซีนเขาไม่ยอมเจรจากับเอกชน แล้วทำไมเขาเจรจากับราชวิทยาลัยเล่า (หมอหนูบอกเพิ่งรู้เมื่อ 26 พ.ค. ก่อนนี้ไม่รู้เรื่อง)

7. คิดว่าโควิดน่ะกระจอก (นกหรือเสือครับ) จะได้ชื่อเสียงในฐานะผู้พิชิต และถือโอกาสของบประมาณเพิ่มเติม แปลงเป็นซานตาคลอสแจกหวังหาเสียง (จะถูกด่ามากกว่ามั้ง)

8. สร้างระบบตั้งชื่อ ตั้งรหัสเยอะแยะยุ่งเหยิงไปหมด ผลสุดท้ายคอมพิวเตอร์ยังมึนเออเร่อไปเลย ทำไมไม่ออกแบบง่ายๆ ใช้เลข 13 หลักของบัตรประชาชนซึ่งสมบูรณ์ครบถ้วนทุกเรื่องอยู่แล้ว (คิดมากให้ยุ่งทำไม)
ผมวิเคราะห์แบบนักวิชาการและนักปฏิบัติที่เคยทำงานสำเร็จมาพอสมควร ท่านจะฟังอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ก็อย่าอยู่อีกนานเลยเพราะกำลังจะมีโรคเพิ่มขึ้น (เบื่อยังไงครับ) อันนี้แรงพอๆ กับโรคหึงเชียวนะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คพ.ติดตามปัญหา แม่น้ำชี พบเค็มสูงผิดปกติ ส่งผลน้ำประปา
บทความถัดไปผอ.โรงพยาบาลหาดใหญ่ เร่งพิสูจน์สาเหตุ สาวเสียชีวิตหลังรับวัคซีนโควิด