‘สมพงษ์’ ขวางงบ’65 อัด รบ.อ่อนด้อย ไร้วิสัยทัศน์ จัดงบกองทัพ มากกว่าสาธารณสุข

“สมพงษ์” อัด รบ.บริหารประเทศล้มเหลว จัดการวัคซีนผิดพลาด ไม่หลากหลาย ล่าช้า จัดงบ 65 ไม่ตรงเป้า กลาโหมกลับมากกว่าสาธารณสุข ไม่คำนึงความเดือนร้อน ปชช. ไร้วิสัยทัศน์ อ่อนด้อย ไม่เป็นมืออาชีพ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นเสนอหลักการณ์และเหตุผลต่อที่ประชุมเสร็จ

จากนั้น เวลา 11.30 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรก ว่า การจัดทำงบประมาณจำเป็นต้องแก้ไขวิกฤตของประเทศและประชาชนให้ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาวะวิกฤตด้านความมั่นคงทางสุขภาพ เชื่อมโยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แรงงาน และสวัสดิการในภาวะฉุกเฉิน การจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนอง และจัดการปัญหาหลายมิติ ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณจำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อน ครอบคลุม กระจายทรัพยากรทั่วถึง และเหมาะสม ต้องอาศัยบุคคลที่มีศักยภาพ เข้าใจปัญหา แต่เมื่อได้เห็นงบประมาณที่รัฐบาลนำเสนอเหมือนอยู่กันคนละโลกกับประชาชน เพราะความเป็นจริงที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือยุทธศาสตร์การจัดการภาวะวิกฤตเป็นหลักประกันสำคัญในการกำหนดงบประมาณ เมื่อยุทธศาสตร์มีลักษณะแยกส่วน หน่วยงานแยกกันแบบต่างหน่วยต่างทำ และแย่งกันทำงานอย่างไม่ประสานกัน สะท้อนความล้มเหลวและความหละหลวมในการบริหาร วันนี้ประชาชนกำลังลำบากแต่รัฐบาลกลับวางแผนจัดงบประมาณราวกับประเทศอยู่ในสถานการณ์ปกติ

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การรับมือโควิด-19 ช่วงต้นปี 2563 รัฐบาลปลาบปลื้มความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดได้ดี แต่กลับมองไม่เห็นความเดือดร้อนจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านบริการ การท่องเที่ยว ธุรกิจ SME ไม่ใส่ใจรับฟังเสียงขอความช่วยเหลือ แก้ปัญหาล่าช้า จนเกิดการระบาดระลอก 2 และระลอก 3 และสิ่งที่ประชาชนได้รับรู้ คือความไม่พร้อมของรัฐบาลเรื่องการวางแผนจัดเตรียมวัคซีน ความผิดพลาดนี้ทำประเทศมีวัคซีนที่จำกัด การระบาดรุนแรงมากขึ้น เกิดปรากฏการณ์วัคซีนไม่พอ มาไม่ทันกำหนด ไม่มีคำอธิบายใดๆให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เป็นความผิดพลาดที่เพิ่มความสับสน ความกลัวและความวิตกกังวลจากข้อมูลโดยรัฐ

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า การกระจายวัคซีนที่ไม่หลากหลาย ไม่รวดเร็ว ไม่ทั่วถึง ไม่ทันการณ์ เป็นปัญหาที่สะท้อนถึงการไร้ศักยภาพการบริหารจัดการของผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์ ไม่มีแผนการรับมืออย่างเป็นระบบ ไม่เคยมี แผนทางเลือกเชิงอนาคต การบริหารเศรษฐกิจประเทศ ล้มเหลวไม่เป็นท่า การบริหารประเทศของรัฐบาล ภายใต้การนำของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้มีคนตกงานในระบบประกันสังคมสูงที่สุด อัตราการว่างงานทะยานขึ้นอย่างน่ากังวล คนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุด เศรษฐกิจเสียหายกว่า 1 ล้านล้านบาท และเศรษฐกิจประเทศมีแนวโน้มจะจมดิ่งต่อไป

นายสมพงษ์กล่าวด้วยว่า สำหรับร่างงบประมาณ 2565 ที่รัฐบาลนำเสนอมาให้รัฐสภาพิจารณาไม่อาจจะยอมรับให้ผ่านได้ใน 4 ประเด็น คือ 1.เป็นแผนงบประมาณที่ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ตรงเป้า ไม่บรรเทาความเดือดร้อน ไม่ลดความรุนแรงของปัญหา และที่เห็นได้อย่างชัดเจนมีเสียงท้วงติงจากรอบด้าน คือจัดงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหมมากที่สุด ซึ่งมากกว่าของกระทรวงสาธารณสุขถึงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท โดยในแผนงบประมาณปี 2565 งบกระทรวงสาธารณสุข ถูกปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ถึงกว่าสี่พันล้านบาท

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า 2.ไม่คำนึงถึงปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน ไม่แยแสทุกข์ของประชาชน ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา ในสภาวะของประเทศที่ต้องการสวัสดิการเพื่อดูแลชีวิตของประชาชน แต่งบประมาณของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กลับถูกตัดลดลงไปอย่างมาก

นายสมพงษ์ยังกล่าวอีกว่า 3.ไม่มีวิสัยทัศน์ ขาดการคิดวางแผนงบประมาณในการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมตัวให้ประเทศออกจากวิกฤต เช่น การเตรียมจัดงบที่สนับสนุนการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล การดูแลและฟื้นฟูงบประมาณให้ส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SME โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ SME เป็นธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่โควิดระลอกแรก แต่ในการจัดงบประมาณ กลับไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า 4.สะท้อนถึงความอ่อนด้อยด้านการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จะก้าวพ้นวิกฤตในอนาคตได้ จัดงบประมาณ ปี 2565 แบบชนเพดานทุกมิติ กระดิกตัวไม่ได้อีกแล้ว กู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มก็ไม่ได้อีกแล้วเศรษฐกิจพัง ธุรกิจล่มสลาย เก็บภาษีได้น้อย ไม่รู้จักวิธีหาเงินเข้าประเทศ รู้จักแต่วิธีการกู้เพื่อนำมาใช้แบบไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ก่อให้เกิดการหมุนของวงรอบทางเศรษฐกิจ การจัดงบประมาณเช่นนี้ และด้วยวิธีคิดที่ขาดยุทธศาสตร์ จะทำให้จีดีพีของประเทศตกต่ำลง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon