หน้าแรก การเมือง ส.ส.ปชป. เตือ...

ส.ส.ปชป. เตือนสภา อนุมัติงบ’65 เสี่ยงทำผิดวินัยการเงิน เปิดช่องรัฐก่อหนี้ชนเพดาน

1.06.21 | 12:51 น.

“พิสิฐ” หวั่น หากสภาอนุมัติงบฯ 65 เท่ากับเปิดช่องทำผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ ชี้ งบฯจะขาดดุลถึง 7 แสนล้านบาท ถ้าเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังมีรายจ่าย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สอง

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเวลา 10.20 น. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ขณะนี้เรากำลังประสบกับภาวะวิกฤตงบประมาณ ตามกฏหมายวินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 ระบุชัดเกี่ยวกับการขาดดุล และงบลงทุน ซึ่งเราทำผิดข้อนี้ แม้จะบอกว่าได้แก้ไข แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบงบประมาณขณะนี้เข้าสู่จุดบอดที่จะมีปัญหาเรื่องชนเพดาน เพราะปัญหาเรื่องของโควิด ตนไม่ได้โทษรัฐบาล หรือมาตำหนิรัฐบาล เพียงแต่อยากให้ดูแลระบบงบประมาณให้ดี จะได้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศ

“ผมเป็นห่วงมากที่นายกฯชี้แจงว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องงบลงทุน โดยการเพิ่มแหล่งลงทุน โดยเฉพาะการกู้เงินตาม พ.ร.บ.หนี้มากขึ้น ผมยืนยันว่านี่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหางบประมาณ แต่จะทำให้ระบบงบประมาณยิ่งอ่อนแอลง การที่ท่านพยายามจะหลบค่าใช้จ่ายโดยไปใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน จะทำให้รัฐสภาไม่ได้ตรวจสอบ ประชาชนไม่ทราบ การประกาศใช้ พ.ร.ก. แล้วนำงบไปใช้เลย จะทำให้ระบบงบประมาณเกิดความเสียหายมาก ดังนั้น ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ใช่หลักงบประมาณที่ดี” นายพิสิฐกล่าว

นายพิสิฐกล่าวว่า วิธีการที่ท่านน่าจะทำเวลานี้ ตนไม่ได้หมายถึงว่า ท่านต้องไปตัดรายจ่าย เพราะสถานการณ์ตอนนี้เราต้องช่วยประชาชน ช่วยเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่าย แต่เราต้องให้เวลา ณ เวลานี้กฎหมายการเงินการคลังก็บอกแล้วว่า มีการให้จัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่เราจะต้องดูแลในด้านต่างๆ เพื่อให้โปร่งใส มีการตรวจสอบให้ระบบเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนในระยะสั้นเห็นด้วยที่รัฐบาลจะจัดงบดูแลเศรษฐกิจที่ขาดการใช้จ่าย ที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง และอยากเห็นการจัดสรรงบนำงบไปช่วยโควิดโดยตรง งบที่ยังไม่จำเป็นก็อาจรอก่อนได้ ที่สำคัญ ถ้าโควิดหายไป เราต้องกลับฟื้นมาได้ และนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลจะต้องกลับมาเป็นปกติ หลายประเทศไม่สามารถที่จะฟื้นระบบการคลังเป็นปกติได้ และเจอวิกฤตใหม่

Advertisement

“ผมจึงอยากให้สังคายนาระบบงบประมาณใหม่ ทบทวนว่าถูกต้องหรือไม่ที่บอกว่า การสร้างรั้ว สร้างป้ายขนาดใหญ่ สร้างถนนที่ไม่มีรถวิ่งเป็นการลงทุน สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวน มิฉะนั้นเงินก็จะถูกใช้ไป สักแต่ว่า ให้เป็นไปตามตัวชี้วัด” นายพิสิฐกล่าว

นายพิสิฐกล่าวว่า ขณะนี้ระบบงบประมาณกำลังอยู่ในวิกฤต เพราะค่าใช้จ่ายด้านกำลังบวมขึ้น ทำให้เม็ดเงินที่จะใช้ลงทุนให้เกิดประโยชน์ด้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบกลาง กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นงบสวัสดิการข้าราชการ จึงอยากให้เราแยกหมวดให้ชัดเจน เพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และฐานะการคลังและหนี้ของรัฐบาลกำลังจะเป็นตัวปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องการใช้จ่ายโควิด ที่มีการกู้ 1 ล้านล้านบาท กับกู้ 5 แสนล้านบาท ประกอบกับรายได้ของรัฐบาลที่ตกต่ำเพราะเศรษฐกิจฝืดเคือง แม้เจ้าหน้าที่พยายามจะบอกว่าหนี้สาธารณะยังไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ และปั่นตัวเลขจีดีพี จึงไม่อยากให้เราทำผิดกฎหมายโดยอนุมัติงบประมาณไป เพราะงบฯปี’65 จะขาดดุลถึง 7 แสนล้านบาท ถ้ามีการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังมีรายจ่าย ตนถือว่าจ่าย 5 แสนล้านบาทที่รัฐเพิ่งประกาศเพื่อแก้โควิด จะต้องเป็นตัวก่อหนี้อีกตัวหนึ่ง

“ถ้าสภาอนุมัติงบฯปี’65 เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลทำผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีการระบุไว้ว่าการทำ พ.ร.บ.วินัยการคลัง และ พ.ร.บ.วินัยการคลัง ก็บอกว่าจะต้องดูแลเรื่อง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณที่ดี ในการจัดทำงบประมาณประจำปี แต่การแถลงของนายกฯเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ยังมีความไม่สมบูรณ์ หรือไม่แน่ใจว่า เป็นความจงใจทำผิด พ.ร.บ.หรือไม่ เพราะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังปี’61 มาตรา 10(1) ระบุชัดว่า นายกฯต้องแถลงฐานะการคลัง แต่นายกฯแถลงเพียงพูดถึงตัวเลขหนี้ พูดถึงตัวเลขกี่ตัวที่ไม่ใช่ฐานะการคลัง และมาตรา 11 ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ต้องแถลงวิธีการหาเงิน แต่นายกฯไม่แถลง ดังนั้น ผมจึงไม่อยากเห็นเราทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่นายกฯเซ็นเอง เราไม่แสดงฐานะการคลัง ไม่อธิบายหนี้ที่เสนอเพิ่มเติม ไม่แสดงวิธีการหาเงินชดเชยการขาดดุล ทั้งนี้ ก็เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้” นายพิสิฐกล่าว