เดินหน้าชน : ระวังตกขบวน

2.06.21 | 12:51 น.

สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่ฉุดการค้าระหว่างประเทศเกือบตลอดปี 2563 ให้เซื่องซึม กำลังค่อยๆ กระเตื้องมีแนวโน้มไปในทางสดใส


ทั้งจากการกระจายวัคซีนป้องกันไวรัสในหลายประเทศทั่วถึงมากขึ้น

ทั้งจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเยียวยาผู้คนของตัวเอง กระตุ้นการจับจ่ายคล่องตัวขึ้น

เศรษฐกิจในประเทศโซนตะวันตก เช่น สหรัฐ และยุโรป มีแนวโน้มดีขึ้นตามอัตราการฉีดวัคซีน ส่งผลดีต่อระบบการค้าโลก

Advertisement

ปลุกส่งออกไทยจากติดลบตลอดปีที่แล้วกว่า 6% ได้กลับมามีชีวิตชีวา

ล่าสุด ตัวเลขเดือนเมษายนขยายตัวไปถึง 13% สูงสุดในรอบ 3 ปี หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินทิศทางการเติบโตน่าจะอยู่ในแดนบวกต่อเนื่อง

ภาคส่งออกถูกคาดหวังให้เป็น “พระเอก” ทดแทนภาคท่องเที่ยวที่ยังใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมา

ถึงอย่างนั้นยังต้องคำนึงถึงจุดอ่อนอีกหลายด้าน

ปัญหาเรื้อรังตั้งแต่การระบาดโควิด-19 รอบแรก ส่งผลกระทบให้เกิดการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จากการส่งออกทั่วโลกชะลอตัว ตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากตกค้างอยู่ที่ประเทศปลายทางอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป ตู้สินค้ากลับมายังเอเชียน้อยลง ส่วนที่หมุนเวียนกลับมาได้ก็ถูกจีน เวียดนามแย่งไป โดยเฉพาะจีนผู้ใช้รายใหญ่ครอบครองอยู่ ผลักให้ค่าระวางขนสินค้าปรับขึ้นมากกว่า 5 เท่าตัว ส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและการแข่งขัน

ผู้ส่งออกไทยเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ขณะที่นับตั้งแต่การระบาดระลอก 2 เป็นต้นมา ได้กดทับปัญหาขาดแคลนแรงงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยก็ติดเชื้องอมแงมจำนวนมาก รวมไปถึงการควบคุมการนำเข้าแรงงานป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส หากในการระบาดระลอก 3 ไม่สามารถควบคุมได้เร็ว จะยิ่งเป็นปัญหาแรงงานต่อภาคการผลิต กระทบต่อเนื่องไปถึงความเชื่อมั่่นของประเทศคู่ค้า

อีกปัจจัยลบที่เป็นปัญหามายาวนานเช่นกัน คือการเข้าถึงแหล่งทุนพื่อเสริมสภาพคล่องของกลุ่มเอสเอ็มอี
ที่ถือเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญของภาคส่งออก ทั้งที่รัฐบาลพยายามผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปรับปรุง
หลักเกณฑ์ไปหลายรอบ ก็ยังไปไม่ถึงมือเอสเอ็มอี

และไม่น่าเชื่อว่า ทางการกลับมีข้อมูลเอสเอ็มอีไม่เพียงพอจะเข้าไปโฟกัสกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องมอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจไปช่วยดูมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยรักษาระดับการจ้างงาน โดยแบ่งเอสเอ็มอีเป็น 3 กลุ่ม

หนึ่ง กลุ่มที่ปิดกิจการก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

หนึ่ง กลุ่มที่ปิดกิจการจากปัญหาโควิด-19

และหนึ่ง กลุ่มที่เพิ่งมีปัญหาจากโควิด-19 ระลอกสาม

ยืมมือภาคธุรกิจเอกชนและธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วยแยกแยะข้อมูล ให้การปล่อยสินเชื่อได้ตรงไปยังกลุ่มที่ยังมีความสามารถในการทำธุรกิจหรือไม่เป็นหนี้เสีย ส่วนกลุ่มที่ไม่รอดจริงๆ อาจต้องปล่อยไป เพื่อไม่ให้ทรัพยากรถูกใช้โดยสูญเปล่า

แม้แต่ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒน์ ก็ยอมรับว่า ข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของรัฐบาล ค่อนข้างแย่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีฐานข้อมูลอยู่ 3 ล้านรายก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และสถานการณ์ธุรกิจเป็นอย่างไร จึงต้องให้ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วย

การค้าโลกเปิดแล้ว อย่าสะดุดขาตัวเองก็แล้วกัน

สัญญา รัตนสร้อย