นิพิฏฐ์ เขียนเรื่องชนชั้น ปัญหาของไทยคือ ชนชั้นกลางไม่ชอบเปลี่ยนแปลง สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ และเป็นสังคมแห่งอำนาจนิยม จึงยากที่ประชาธิปไตยจะเติบโต
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุงหลายสมัย และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กเรื่อง ชนชั้น โดยมองว่าประเทศไทย เป็นสังคมอุปถัมภ์ และเป็นสังคมแห่งอำนาจนิยม แต่ชนชั้นกลางซึ่งอยู่ในสถานะได้เปรียบ ก็ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงอะไร
ชนชั้น-ผมเขียนเรื่องชนชั้นในระบอบประชาธิปไตย ผู้อ่านมีความเห็นแตกกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ 1.โลกสวย บอกว่า ประเทศนี้ไม่มีชนชั้นหรอก เราเป็นชนชั้นเดียวกันทั้งนั้น อย่าสร้างความแตกแยกเลย ฝ่ายที่ 2.รับว่ามีชนชั้นจริง และต้องการทลายชนชั้นให้ราบคาบเป็นหน้ากลอง-ในความเห็นผม สุดขั้วทั้ง 2 ฝ่าย และต่างก็ไม่ยอมรับความจริง เวลาพูดถึงชนชั้น ในทางทฤษฎี เขามองชนชั้น เป็น 2 เรื่อง อย่างนี้ครับ
1.ชนชั้นในแง่สิทธิทางการเมืองและสิทธิในความเป็นมนุษย์ ในแง่นี้ เขามองว่าทุกคนเสมอภาคกัน เช่น เศรษฐี กับ ขอทาน เลือก ส.ส.ได้คนละเสียงเท่ากัน พลเอก กับ พลทหารเวลาเข้าคูหา เลือกส.ส.ได้คนละ 1 คะแนนเท่ากัน ไม่ใช่ว่า นายพล จะกาได้ 10 คะแนน พลทหารกาได้ 1 คะแนนเสียเมื่อไหร่ ส่วนในทางกฎหมายไม่ว่าคุณเป็นใคร “ทุกคนต้องเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” ส่วนสิทธิในความเป็นมนุษย์ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน อันนี้ เป็นทฤษฎีแห่งอุดมคติซึ่งทุกสังคมวาดหวังจะเดินไปให้ถึง บางสังคมเข้าใกล้แล้ว บางสังคมยังห่างไกล สำหรับเมืองไทย ทายาทกระทิงแดงคงไม่เสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมายกับลูกของคนขายขนมครกหน้าปากซอย อย่างนี้ เป็นต้น
2.ชนชั้นในแง่เศรษฐกิจ อันนี้ มีชนชั้นแน่นอนไม่ว่าในระบอบการปกครองไหน อย่าโลกสวยว่าไม่มี และอย่าโลกสวยที่จะพังทลายทำให้คนรวยกับคนจนลงมามีเงินในกระเป๋าเท่ากัน เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมาก็มีสติปัญญาไม่เท่ากัน เกิดมาก็มีความแข็งแรงของร่างกายไม่เท่ากัน หรือเกิดมาก็มีโอกาสไม่เท่ากัน คนจึงรวยและจนไม่เท่ากัน เขาจึงมีทฤษฎีมากมายที่จะปกป้องคนจน แต่จะทำได้จริงหรือเปล่า ไม่รู้!!
-ความเท่าเทียมกัน จึงมีเพียง เท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิทางการเมือง,ในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และ เท่ากันต่อหน้ากฎหมาย (ซึ่งเป็นอุดมคติที่ต้องเดินต่อไปให้ถึง)
-สังคมประชาธิปไตย จึงเป็นสังคมที่ต้องมีชนชั้นกลางให้เยอะๆ หากมีคนจนเยอะ ก็ยากที่ประชาธิปไตยจะเดินไปได้
ปัญหาของประเทศไทย คือ
1.ชนชั้นกลาง อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ ไม่อยากตกไปเป็นชนชั้นล่าง คิดว่าอยู่แบบนี้แหละดีแล้ว อย่าไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
2.สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ และเป็นสังคมแห่งอำนาจนิยม จึงยากที่ประชาธิปไตยจะเติบโต เหมือนคำกล่าวที่ว่า”ประชาธิปไตยก็เหมือนต้นไม้ ที่ไม่สามารถเจริญงอกงามได้ในดินทุกชนิด” เมืองไทยเป็นสังคมที่ชนชั้นล่างยอมศิโรราบต่อชนชั้นกลาง และยอมศิโรราบต่อชนชั้นสูง เช่น เชื่อว่า อย่าเรียกร้องอะไรเลย ทำไม่ได้หรอก เขาให้แค่นี้ก็ดีแล้ว เรียกร้องมากเดี๋ยวเขาก็ไม่ให้เสียหรอก หรือ เวลาเลือกตั้งก็ท่องอยู่ว่า เลือกใครไปก็เหมือนกัน รับเงิน 500 ดีกว่า, ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เวลาน้ำท่วมก็คอยรับข้าวสารกับปลากระป๋องจากนักการเมือง รับแล้วยกมือไหว้เขา 1 ครั้ง ชื่นใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เวลามีโรคระบาดเขาให้ฉีดวัคซีนชนิดไหนก็ฉีดๆไป อย่าไปรู้มาก ก็เขาบอกว่า”วัคซีนที่ดีที่สุด คือ วัคซีนที่ได้ฉีดเร็วที่สุด” อย่ากวนใจรัฐบาล อย่าทำให้รัฐบาลเสียสมาธิ เราจึงเห็นคนรวยยอมเสียค่าเครื่องบินเป็นแสน บินไปฉีดวัคซีนราคาไม่กี่ร้อยบาท ที่ต่างประเทศ
-ประเทศนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรยาก เพราะ ชนชั้นกลางไม่คิดจะเปลี่ยน ส่วนชนชั้นล่างก็ถูกสอนให้คิดว่า หากเปลี่ยนแปลงแล้วตนเองจะเสียหายหนักเข้าไปอีก ก็เลยอยู่ๆกันไปอย่างนี้แหละ

