หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยมีบทลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรค ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี หากปล่อยปละละเลยให้สมาชิกพรรคกระทำความผิดใน 3 ประเด็น 1.มี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วพรรคปล่อยให้ผู้สมัคร สมาชิกพรรคฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2.ยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการครอบงำหรือชี้นำการดำเนินกิจการของพรรคไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และ 3.เสนอนโยบายหาเสียงของพรรคโดยไม่ส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.
วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าคณะทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์
เปิดร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการเสนอให้นายทะเบียน กกต.สั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่หากกระทำผิดในกฎกติกาตามร่างกฎหมาย มีผลให้ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะนายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.ควรทำความเห็นในกรณีที่กรรมการบริหารของพรรคการเมือง กระทำการส่อว่าผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีสมาชิกพรรคการเมืองกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ผิดรัฐธรรมนูญ หรือกระทั่งการใช้อำนาจนอมินี เรื่องเหล่านี้ ควรให้ กกต.ทำความเห็นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นผลดีต่อพรรคการเมืองมากกว่า
หากพบว่านักการเมืองกระทำความผิดจริง ศาลน่าจะเป็นที่พึ่งและเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม สมควรชี้ชัดต่อการกระทำความผิดได้ดีมากกว่านายทะเบียน กกต. ในอนาคตถ้าให้อำนาจ กกต.มาชี้เป็นชี้ตายเรื่องนี้อาจจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อพรรคการเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่าเราในฐานะพรรคการเมืองไม่อาจทราบได้ว่า 5 เสือ กกต.จะมีความคิดอย่างไรกับนักการเมือง หากให้นายทะเบียน กกต.เป็นผู้กระทำเรื่องนี้ อาจถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่
การจะใช้ยาแรงในกฎหมายพรรคการเมือง หาก กกต.จะกระทำด้วยวิธีนี้ เกรงว่าอาจมีข้อกังขาเรื่องพรรคการเมืองถูกกลั่นแกล้ง และอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอย้ำว่า กกต.ไม่ควรวินิจฉัยกันเอง ยาแรงที่ดีที่สุดคือการให้อำนาจศาลฎีกาฯ เป็นผู้วินิจฉัยดีที่สุด ดังนั้น การตัดสินเรื่องนี้ควรมีการให้ความสมดุลระหว่าง กกต. และศาลฎีกาฯจะดีและเป็นธรรมที่สุด ส่วนการจะให้สิ้นสภาพพรรคการเมืองทันที หากพรรคใดไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในสมัยแรกนั้นไม่ถูกต้อง ควรใช้กรอบเดิมคือถ้าพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัคร 2 สมัยติดต่อกันถึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสม
สามารถ แก้วมีชัย
คณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย
ความจริงแล้วในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ระบุไว้ว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะต้องบัญญัติเรื่องต่างๆ เช่น ให้มีมาตรการไม่ให้ผู้ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคมาควบคุมพรรค และไม่ให้สมาชิกพรรคการเมืองทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต.คงไปขยายความจากตรงนี้ ให้หัวหน้าพรรคและกรรมการพรรครับผิดชอบ มีการกำหนดตัวคนรับผิดชอบ แต่ขอถามว่าจะชี้ชัดอย่างไร การที่สมาชิกพรรคไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการพรรคเป็นคนรับโทษ จะทำให้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะสมาชิกพรรคมีจำนวนมากทั่วประเทศ จะควบคุมกันอย่างไร จะต้องมีมาตรการตรวจสอบให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นพรรคการเมืองก็ไม่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ขอฝากถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ด้วยว่า จะเขียนอะไรต้องอย่าให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องรอบคอบหลายชั้น ขอให้ระบุเลยว่าสมาชิกระดับไหน ไม่เช่นนั้นพรรคการเมืองก็ทำงานกันไม่ได้ ขอให้ กรธ.พิจารณาให้รอบคอบด้วย
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มันเหมือนเป็นการตั้งตัวเองเป็นศาล เพราะอำนาจตรงนี้น่าจะเป็นอำนาจของศาลมากกว่า เดิมทีเดียวอำนาจตรงนี้เป็นอำนาจของศาล จริงๆ เราก็มีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ทีนี้เขาเห็นว่าเป็นช่องว่างอยู่ เพราะว่าอำนาจตรงนี้ยังไม่ชัดเจนและศาลก็ไม่ค่อยได้ใช้อำนาจตรงนี้เลยเขียนให้ชัดเจนว่าเป็นอำนาจของ กกต. เพราะฉะนั้นตรงนี้เท่ากับว่าเรากำลังเปิดศาลเลือกตั้งขึ้นมาอีกศาลหนึ่ง คือ กกต.ที่ทำหน้าที่เป็นศาลด้วย เพราะการตัดสินเพิกถอนสิทธิหรือถอดถอนออกจากตำแหน่งบริหารของพรรค ล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจของศาล
มองว่าอาจจะมีปัญหาในการพิจารณาใน สนช. ก็ได้ เพราะการให้อำนาจแบบนี้เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่าองค์กรใดก็แล้วแต่หากติดอาวุธให้มีอำนาจเหมือนศาลก็หมายความว่าตั้งองค์กรนั้นเป็นศาล ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะกระทำแบบนี้ได้ คือถ้าอำนาจอะไรก็ตามที่เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะการลงโทษ ทำให้เขาเสียสิทธิต่างๆ โดยหลักแล้วเขาต้องให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจในการชี้ขาดตัดสิน เพราะฉะนั้นหากไปให้อำนาจแก่ กกต. มันเป็นการคาบเส้นว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เพราะการตั้งองค์กรใดขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนศาลโดยไม่ใช่ศาลถือว่าเป็นการขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว
รวมไปถึงความผิดที่เป็นเหตุให้ลงโทษนั้น ส่วนตัวมองว่าแต่ละเหตุเป็นเรื่องที่ลำบากมาก อย่างเช่น ถ้าหากมีกฤษฎีกาให้เลือกตั้งแล้ว หากผู้สมัครที่สังกัดพรรคหนึ่งไปทำผิดกฎหมายอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายเล็กน้อยอะไรก็แล้ว แต่ กกต.กลับมีสิทธิไปลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรคได้ เพราะสุดท้ายแล้วในการเลือกตั้งฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้งก็มักจะไปร้องว่าฝ่ายที่ชนะโกง ฉะนั้น มันจะทำให้เกิดปัญหาได้ว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าโกงจริง กกต.จะเป็นผู้พิจารณาเองหรือว่าโกงไม่โกงตัดสินไปเลย เป็นข้อที่น่าเป็นห่วงเพราะหาก กกต. ไม่สามารถดำรงตนเป็นกลางและเที่ยงธรรมได้อย่างศาล มันก็จะเกิดปัญหาอีกในแง่ของความยุติธรรม
อีกเหตุผลหนึ่งที่บอกว่าปล่อยให้บุคคลภายนอกครอบงำ ตรงนี้ใครจะบอกได้ว่าอย่างไรครอบงำไม่ครอบงำ เป็นการเขียนความผิดในลักษณะที่กว้างและคลุมเครือ ยิ่งบอกว่าโดยอ้อมใครก็สามารถกล่าวอ้างได้ พูดง่ายๆ คือเป็นการให้ดุลพินิจของ กกต.เป็นคนชี้เอง
หากมีการปฏิบัติใช้จริงคงจะส่งผลกระทบมาก เพราะพรรคการเมืองจะเป็นลูกไก่ในกำมือ นอกจากอำนาจของ กกต.แล้วก็ยังมีอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอีก ถึงแม้ว่าอำนาจของ กกต.ไม่ถึงกับเป็นการยุบพรรคการเมือง แต่การถอดถอนคณะกรรมการบริหารพรรคได้ทั้งหมดก็ไม่ต่างอะไรจากการยุบพรรคอยู่ดี
ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
กกต.เป็นคนร่างขึ้นมาเอง การร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อำนาจจริงๆ เป็นของ กรธ.ที่จะยกร่างขึ้นแล้วไปเสนอ สนช.แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันรับ ถ้าไม่แล้วเสร็จถือว่าใช้ตามนั้น แต่ว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 10 ฉบับ แบบที่ด่วนที่สุดมี 4 ฉบับ วิธีที่จะประหยัดเวลาและทำให้เร็ว คือการให้เจ้าของเรื่องเจ้าของหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องอย่างพรรคการเมือง พ.ร.บ.กกต. พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ.การได้มาของ ส.ว. ก็เลยให้ กกต.ยกร่างขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าเขาได้อะไรก็ใส่ๆ เข้าไป ถ้าไม่ขัดร่างรัฐธรรมนูญ ก็ใส่เข้าไปเป็นเรื่องธรรมดา อยากได้นั่นอยากได้นี่
ตอนที่เขายกร่างคงพิจารณาแล้วว่าไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่า กรธ.ต้องดูว่า 1.มันตรงกับเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญที่เขายกขึ้นมาได้ไหม แล้วอีกอย่างหนึ่งคือการยุบพรรคนั้นหรือการอะไรต่างๆ นานาไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของ กกต. แน่นอนเพียงแต่เสนอเข้าไป การให้ใบแดงจริงๆ ยังให้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป ต้องให้ศาลเป็นคนพิจารณา
การทำผิด 3 กรณี ซึ่งกรรมการบริหารพรรคอาจพ้นตำแหน่งทั้งคณะ นี่เป็นการเพิ่มเข้ามา ล้อจากรัฐธรรมนูญใหญ่นั่นแหละ เขาต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว เช่น พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายหาเสียงของพรรคต่อ กกต. มันจะได้ไม่เกิดพันธะผูกพันเรื่องงบประมาณต่างๆ นานา แน่นอนเรื่องการหาเสียง รัฐธรรมนูญก็บอกแล้วว่าหาเสียงอะไรพวกนี้ จะได้ไม่เกิดพันธะผูกพันด้านงบประมาณต่างๆ เขาเขียนแค่นั้น แต่ กกต.มองว่ามันจะรู้ได้ไงถ้าไม่เขียนให้เราก่อนเขาเลยอยากเห็นก่อน เลยตั้งเป็นกติกาว่าถ้าไม่ส่งให้ก่อนถือว่ามีความผิด ก็อยู่ที่ กรธ. กับ สนช. ว่าจะเห็นด้วยหรือเปล่า
แต่ความเห็นทางทฤษฎียิ่งทำอะไรเท่าไหร่ หลักการทั่วไปคือยิ่งมีกฎหมายมากเท่าไหร่แสดงว่าบ้านเมืองมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น การออกกฎหมายมันเหมือนคดีไปสู่ศาลมากเท่าไหร่หมายถึงว่าบ้านเมืองเราพัฒนาน้อยลงนะ ไม่ใช่ว่าศาลจะตัดสินมีประสิทธิภาพขึ้น ก็เช่นเดียวกันน่าจะให้ความเป็นอิสระของเขา ให้ได้เปิดกว้างบ้าง แน่นอนสุดท้ายต้องไปจบที่ศาลอยู่ดี แต่การเขียนกันท่าแบบนี้จะขยับยาก รัฐธรรมนูญปกติก็ขยับยากอยู่แล้ว
การถ่วงอำนาจของ กกต. แน่นอน กกต.หรือองค์กรอิสระทุกกลุ่มต้องมีการเช็กแอนด์บาลานซ์ ต้องมีการยึดโยง แต่เดิมเราให้วุฒิสภาเป็นคนตั้งและถอดถอนแต่คราวนี้ของใหม่วุฒิสภาเป็นคนตั้ง แต่การถอดถอนให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวแบบใหม่ซึ่งไม่ค่อยยึดโยงกับประชาชนเท่าไหร่ แต่ยึดโยงในแง่การแต่งตั้งครั้งแรก การที่วุฒิสภาลงมติเลือกองค์กรอิสระแต่ไม่มีอำนาจในการถอดถอน แต่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ถอดถอนนี้ ผมเห็นว่าขัดต่อหลัก “ผู้ใดแต่งตั้ง ผู้นั้นถอดถอน” นะครับ
ตัวอำนาจจริงๆ กกต.อำนาจลดลงถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 40-50 อำนาจใหญ่ลดลง ที่เห็นได้ชัดคือใบแดง แต่ก่อนเป็นอำนาจเด็ดขาด แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของศาลยุติธรรม

