กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำ.ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ที่มี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 วงเงิน 2,733,000,000,000 บาท เสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นรายมาตราในวาระสอง และเห็นชอบในวาระสามก่อนที่จะบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย นางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. ได้ลงนามในหนังสือด่วนมากที่ สว (สนช) 0007/(น 61) เพื่อนัดประชุม สนช.เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 10.00 น.
โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีทั้งสิ้น 59 มาตรา โดย กมธ.วิสามัญไม่มีใครสงวนความเห็น แต่มีผู้สงวนคำแปรญัตติ 1 คน คือ นายมณเทียน บุญตัน สนช. อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณางบประมาณของ กมธ. มีการเสนอปรับลดงบประมาณจำนวน 17,980,242,800 บาท คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้จัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสมให้กับหน่วยงานต่างๆ 17,980,242,800 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ กรธ.ขอปรับลดที่ ครม.ขอเพิ่ม จึงเป็นการปรับลดหน่วยงานหนึ่งไปเพิ่มให้กับอีกหน่วยงานหนึ่ง
โดยมีจำนวน 19 รายการที่ ครม.อนุมัติเพิ่ม อาทิ
1.งบกลาง เพิ่มขึ้น 5,097,423,100 บาท เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการดำเนินงาน จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐและใช้จากแหล่งเงินอื่นได้
2.กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น 220,000,000 บาท เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก
3.กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มขึ้น 1,063,500,000 บาท เพื่อใช้สำหรับแผนงานพื้นฐานด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
4.ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง โดยเพิ่มงบประมาณในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 1,237,488,000 บาท เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีโครงการจัดหาอากาศยานกู้ภัยและช่วยเหลือทางการแพทย์ 4 ลำ
และ 5.หน่วยงานรัฐสภา เพิ่มขึ้น 128,454,600 บาท แบ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 66,212,200 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการให้ความรู้ การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ รวมไปถึงส่งเสริมความสัมพันธ์กับองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 62,242,400 บาท เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้มีข้อสังเกตในภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณดังนี้ 1.การปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 หน่วยงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานมากขึ้น แต่มีบางหน่วยงานที่ยังคงใช้การจัดทำงบประมาณแบบเดิมไม่มีเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาทบทวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของกระทรวงและหน่วยงานให้สะท้อนถึงความสำเร็จของงานและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 โดยให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดที่มีความท้าทาย สะท้อนถึงเป้าหมายการดำเนินงานที่มีความชัดเจนครบถ้วน
2.กมธ.ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการร่วมกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ทบทวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและตัวชี้วัดของกระทรวงและหน่วยงานตามเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2559 โดยมีผู้แทน กรธ. ร่วมให้คำปรึกษาแนะนำ
3.หน่วยงานต่างๆ ต้องเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด รวมทั้งรัฐวิสาหกิจต่างๆ จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเร็ว ทั้งโครงการที่รัฐวิสาหกิจดำเนินการเองหรือภาคเอกชนร่วมลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง สำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่มีการกันเงินไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน กรมบัญชีกลางควรเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการให้มีการกันเงินเหลื่อมปีได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม และหากยังไม่ก่อหนี้ผูกพันให้ยกเลิกโครงการและนำเงินส่งคืนคลัง
4.การจัดเก็บรายได้ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีควรศึกษาโครงสร้างภาษีของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศไทยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศและสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น เช่น การปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บได้ถึงร้อยละ 10 เพื่อให้สามารถนำรายได้ดังกล่าวมาใช้ในภารกิจตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งยังได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ
5.ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบสารสนเทศของทุกหน่วยงาน ต้องคำนึงถึงการบูรณาการในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน สามารถแสดงผลสำเร็จที่ชัดเจนตามช่วงเวลาที่กำหนดซึ่งจะส่งผลต่อการลดปริมาณงานและจำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้มีการเผยแพร่ข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณต่อสาธารณะเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ
6.องค์การมหาชน หน่วยงานในกำกับ หน่วยงานอิสระของรัฐ และรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีเงินรายได้ ต้องมีการจัดทำแผนการใช้จ่ายที่ครอบคลุมแหล่งเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานสถานะการเงินจากแหล่งเงินรายได้และเงินสะสมของหน่วยงานดังกล่าว และมีการตรวจสอบข้อมูลสถานะการเงินอย่างเข้มงวดเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี
7.สำหรับกรณีองค์การมหาชนบางแห่งที่มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือมีภารกิจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น หรือภารกิจหมดความจำเป็นแล้ว หรือเป็นภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ต้องพิจารณาทบทวน ตรวจสอบ และประเมินศักยภาพองค์การมหาชน ตามระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน ว่าหน่วยงานนั้นๆ ควรดำเนินการต่อตามสถานภาพเดิมหรือยุบรวมไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานหลัก หรือยุบเลิกองค์กรรวมทั้งพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์แนวทางการใช้เงินงบประมาณขององค์การมหาชนให้เทียบเคียงกับส่วนราชการเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกัน
8.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับ และควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ไม่ควรจัดทำหลักสูตรโครงการฝึกอบรมที่นำบุคลากรในองค์กรของตนมาอบรมร่วมกับข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และเอกชน เพราะจะเกิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ระหว่างกัน จนอาจมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับและควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ได้ รวมทั้งให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่องการพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆ โดยเคร่งครัด
9.ค่าใช้จ่ายการจัดฝึกอบรม สัมมนา ต้องกำหนดแผนการดำเนินงานให้ชัดเจนทั้งจำนวนคนหลักสูตร และระยะเวลา รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัดของหลักสูตรต้องตอบสนองต่อภารกิจหลักของหน่วยงานเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ และมีอัตราค่าใช้จ่ายต่อหน่วยสอดคล้องกันในหลักสูตรที่คล้ายคลึงกัน สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นภาคเอกชนควรให้มีการสมทบค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม สถานที่อบรมให้พิจารณาใช้สถานที่ราชการเป็นลำดับแรก รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี
10.ค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ต้องดำเนินการเฉพาะภารกิจหลักของหน่วยงานโดยใช้สื่อที่ผ่านหน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นลำดับแรก ใช้วิธีการที่ประหยัด ให้ประชาชนเข้าถึงโดยง่าย เช่น สื่อออนไลน์ต่างๆ และเว็บไซต์ของหน่วยงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์สำหรับการจัดทำแผ่นพับเพื่อแจกจ่ายควรพิจารณากลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์เป็นสำคัญนอกจากนี้ ในการจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ การเสริมสร้างความรู้ตามแผนงาน โครงการต่างๆ ควรพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยให้หน่วยงานดำเนินการเองแทนการจ้างเอกชน
11.การจ้างที่ปรึกษา ให้พิจารณาใช้บุคลากรภายในหน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถดำเนินการเองเป็นอันดับแรก หากจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาให้จ้างเฉพาะลักษณะงานที่มีความจำเป็นซับซ้อนและเป็นงานเทคนิคเฉพาะด้าน โดยเป็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ไม่น้อยกว่า 10 ปี และให้พิจารณาจากสถาบันการศึกษาระดับสูงเป็นอันดับแรก
12.การจัดหาครุภัณฑ์ของหน่วยงานต่างๆ ควรกำหนดชื่อรายการครุภัณฑ์และระบุรายการประกอบของอุปกรณ์ให้ชัดเจนและราคาต่อหน่วยให้เป็นไปตามบัญชีราคามาตรฐาน สำหรับครุภัณฑ์ที่มีราคาสูง มีภาระค่าบำรุงรักษา และค่าเสื่อมราคาสูง ควรใช้วิธีการเช่าแทนการจัดซื้อ ยกเว้นหน่วยงานที่ไม่สามารถจัดหาแหล่งเช่าครุภัณฑ์รายการนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ ครุภัณฑ์ที่มีความถี่ในการใช้งานไม่มากอาจพิจารณาขอสนับสนุนการใช้บริการจากหน่วยงานภายนอก สำหรับครุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน ควรให้ความสำคัญในการจัดหาเพื่อทดแทนตามอายุการใช้งานของครุภัณฑ์นั้นๆ และมีการจัดทำแผนการจัดหาทดแทนให้ชัดเจน
13.การจัดหาระบบสารสนเทศตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของหน่วยงานต่างๆ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องมีมาตรการในการกำหนดขอบเขตของระบบการจัดหารวมทั้งให้มีการกำหนดโครงสร้างสถาปัตยกรรมองค์กร ของระบบคอมพิวเตอร์ก่อนเพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสอดคล้องกับโครงสร้างที่กำหนดไว้ ไม่เกิดความหลากหลายของระบบ กรณีที่การจัดหามีวงเงินสูงควรแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานตามภารกิจที่ต้องการใช้ระบบนั้นๆ ในแต่ละปี สำหรับการจัดหาชุดปฏิบัติการที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้ขาย หน่วยงานควรมีการเจรจาต่อรองราคาเพื่อจัดหาในภาพรวม เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
14.รายการค่าครุภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและปัจจุบันราคาตลาดมีแนวโน้มที่ลดลง เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ LED เป็นต้น และมีการกำหนดเป็นรายการในบัญชีราคามาตรฐานของสำนักงบประมาณ ต้องพิจารณาปรับปรุงราคาในสอดคล้องกับราคาตลาดในปัจจุบัน
15.การจัดสรรงบประมาณรายการสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น อาคารที่ทำการ บ้านพักและอาคารอยู่อาศัยรวม โรงจอดรถยนต์ สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันกำหนดแบบรูปรายการมาตรฐานให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้งาน หากมีสิ่งก่อสร้างประกอบ ให้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจน และตั้งงบประมาณให้เป็นไปตามราคามาตรฐาน รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
16.รายการครุภัณฑ์หรือสิ่งก่อสร้างของหน่วยงานที่มีการใช้เงินนอกงบประมาณสมทบสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกำหนดสัดส่วนการตั้งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณในแต่ละปีตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดโครงการให้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนด โดยไม่ควรใช้เงินนอกงบประมาณสมทบในปีสุดท้าย ซึ่งจะเป็นภาระในการบริหารจัดการและอาจมีความเสี่ยงต่อสถานะทางการเงินของหน่วยงาน

