จับตาดูการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภา วันที่ 9 มิ.ย.2564 นี้
พรรคฝ่ายค้านเตรียมชำแหละในประเด็น ไม่มีรายละเอียดการใช้เงินชัดเจน สภาไม่สามารถตรวจสอบได้
ที่สำคัญเป็นการเขียนไว้กว้างๆ เหมือนตีเช็คเปล่า เป็นการจัดงบไม่เหมาะสม
หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้น พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนนี้ ดูเหมือนรัฐบาลจะออกอาการลับๆ ล่อๆ ในการดำเนินการ
เพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท เป็นวาระลับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง
ต่อมามีการปรับลดกรอบเงินกู้เหลือ 5 แสนล้านบาท แบบงงๆ
ทำให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ออกมาชี้แจงว่า “พ.ร.ก.กู้เงินฉบับที่ 2 กรอบวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ต้องลงนามในสัญญาเงินกู้ หรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 ก.ย.2565 ออกมาเพื่อรับมือการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ร้อยละ 1.5 จากคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2564 ขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5”
“ส่วนการกู้เงินจะทยอยกู้ตามความจำเป็น ไม่ได้กู้มาคราวเดียว สำนักงานบริการหนี้สาธารณะ (สบน.) ดำเนินการกู้เงินอย่างระมัดระวัง ดูตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ และประมาณการว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบร้อยละ 58.56 ต่อจีดีพี แต่ถ้าเศรษฐกิจเติบโตตัวเลขหนี้สาธารณะจะดีขึ้น”
นายอาคมยังชี้แจงอีกว่า “กำหนดการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ 3 แผนงาน ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 วงเงิน 30,000 ล้านบาท 2.ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยแก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากโควิด วงเงิน 300,000 ล้านบาท และ 3.ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด วงเงิน 170,000 ล้านบาท”
“หากมีความจำเป็นสามารถปรับแผนงานการใช้จ่ายได้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะเข้าไปเสริมตามแผนงาน พ.ร.ก.ฉบับที่ 1 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ก่อนหน้านี้ โดยจะเน้นเข้าไปดูแลในบางเรื่อง เช่น เอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี ผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กรายน้อย เป็นต้น”
จึงเป็นที่มาของข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านว่าไม่มีรายละเอียดการใช้เงิน เหมือนตีเช็คเปล่า เพราะการใช้เงินขึ้นกับสถานการณ์ในอนาคต
ประเด็นนี้สอดคล้องกับความกังวลของ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.การคลัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคร่วมรัฐบาล
นายพิสิฐได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระแรก เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.64 ระบุว่า
“นายกฯประกาศเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ว่า วิธีการแก้ปัญหาเรื่องของงบลงทุนน้อยไป ก็จะอาศัยการกู้เงินในการออกฎหมายตาม พ.ร.บ.หนี้ ตรงนี้คือสิ่งที่ตนห่วง เพราะหลักการบริหารจัดการงบประมาณที่ดีควรจะอยู่ส่วนกลาง เก็บภาษีทุกอย่างควรจะอยู่ตรงกลาง และจ่ายออกไปโดยผ่านสภา”
“ให้สภาได้ตรวจสอบเปิดเผย แต่ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท หรือ 1 ล้านล้านบาท ท่านออกกฎหมายมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาสั้นๆ ไม่มีข้อมูลปรากฏให้ ส.ส. ส.ว.ได้ตรวจสอบ แล้วท่านก็ใช้ไปเรื่อยๆ แล้วถือว่านี่คือการทดแทนการที่เรามีงบลงทุนต่ำ ถือว่าเป็นการทำไม่ถูกต้องในหลักของการบริหารจัดการงบประมาณที่ดี”
“ผมอยากให้ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระวัง ไม่ให้ทำอีก ช่วงนี้ท่านอาจจะมีเหตุผลเรื่องโควิด แต่จริงๆ แล้วงบประมาณประจำปีก็ควรนำมาจัดการเพื่อมาทำเรื่องโควิดให้มากกว่านี้ แทนที่อาศัยการกู้เงินซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย แต่สร้างผลกระทบตามมาคือตัวเลขหนี้ที่เราเห็นมาแล้ว” นายพิสิฐระบุ
ดังนั้น ในการอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านของฝ่ายค้านครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงกระบวนการทางรัฐสภาเท่านั้น คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือต้านทานเสียงสนับสนุนของฝ่ายรัฐบาลได้
แต่อย่างน้อยจะช่วยชี้ให้เห็นช่องโหว่ จุดที่ต้องช่วยกันจับตามอง เพื่อให้การใช้เงินกู้จำนวนมหาศาลนี้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นไปด้วยความโปร่งใส
ไม่ใช่เพื่อให้ใครใช้เป็นกระสุน หรือเพื่อสะสมเสบียงกรังเอาไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ใครหลายคนเชื่อว่าจะเกิดขึ้นไม่นานจากนี้
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

