สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ฟุตบอลยูโร’ช่วยใคร? โดย ปราปต์ บุนปาน

14.06.21 | 11:14 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ฟุตบอลยูโร’ช่วยใคร?

ไม่สามารถปฏิเสธว่าการคว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 (2021) มาได้ในนาทีสุดท้าย จากความร่วมมือของบางคนในรัฐบาล หน่วยงานรัฐบางส่วน และเอกชนบางเจ้า ถือเป็นการ “ปิดดีล” อันน่าทึ่ง

คนที่ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากภารกิจ “คืนยูโร 2020 สู่จอโทรทัศน์” คือ ประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นแฟนบอลขาประจำ-ขาจร ไม่ว่าพวกเขาจะมองมันเป็นกิจกรรมความบันเทิง มหกรรมกีฬาระดับโลก หรือกิจกรรมนันทนาการอื่นๆ ก็ตาม

ผู้ได้รับประโยชน์ลำดับถัดมา คือ สถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีที ซึ่งจะมีคนติดตามดู (บอล) เยอะขึ้นแน่ๆ หลังจากหมายเลข 2 บนรีโมตคอนโทรล ถูกบรรดาผู้ชมหลงลืมไปนาน

แน่นอนว่าธุรกิจต่างๆ ซึ่งพยายามสร้างนโยบายทางการตลาดเชื่อมโยงกับ “ยูโร 2020” ก็คงได้รับกระแสตอบรับที่ดีขึ้น เมื่อการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้มิได้ถูกตัดขาดจากการรับรู้ของคนไทย

เป็นที่ทราบกันดีว่า การถ่ายทอดสด “ฟุตบอลยูโร 2020” ในประเทศไทย มีความข้องเกี่ยวกับ “บริบททางการเมือง”

Advertisement

พิจารณาจากการแถลงข่าวของ “อนุชา นาคาศัย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพยายามนิยามให้กิจกรรมดังกล่าวเป็น “การคืนความสุข” รูปแบบหนึ่ง

แต่ก็พึงตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “ยูโร 2020” คือ “เครื่องมือทางการเมือง” ที่ทรงประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน?

จะตอบคำถามใหญ่ข้อนี้ได้ อาจต้องครุ่นคิดถึงองค์ประกอบหรือคำถามย่อยๆ อีก 2-3 ประการ

ประการแรก ต้องยอมรับว่า “แฟนบอล” ที่หลากหลายนั้นไม่ได้สมาทานแนวคิดทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว และการแข่งขันฟุตบอลหนึ่งทัวร์นาเมนต์ก็ยากจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองของผู้ชมคนหนึ่งๆ ได้

พูดง่ายๆ คือ คนชอบฟุตบอลที่ชูสามนิ้ว เป็นเสื้อแดง กาเพื่อไทย เป็นติ่งส้ม สนับสนุนพรรคก้าวไกล-คณะก้าวหน้า หรือด่าลุง ก็ย่อมจะมีความคิดทางการเมืองเช่นนั้นต่อไป แม้พวกเขาจะติดตามดู “ยูโร 2020” ทางช่องเอ็นบีที ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

ประการที่สอง “ยูโร 2020” จะสามารถก่อให้เกิดสภาวะ “เสียงส่วนใหญ่อันเงียบงัน” จนกลบบังปัญหาการเมืองร่วมสมัยได้หรือไม่?

ต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบัน สถานะความเป็น “กีฬามหาชน” ของฟุตบอลนั้นไม่ได้ทรงพลังมากเท่าเมื่อ 1-2 ทศวรรษก่อน

เริ่มเกิดเครื่องหมายคำถามทั้งในไทยและต่างประเทศ ว่ากีฬาประเภทนี้คล้ายจะดึงดูดผู้ชม-ฐานแฟนคลับรุ่นใหม่ (ที่เกิดหลัง ค.ศ.2000) ได้น้อยลง

ในยุคสมัยที่ตัวเลือกของกิจกรรมสันทนาการมีอยู่มากมายตามศักยภาพทางเทคโนโลยีที่ขยายตัว, แพลตฟอร์มการรับชมภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป และเกิดปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวของศูนย์กลางในการผลิต “ซอฟต์เพาเวอร์” ระดับโลก

ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่าการถ่ายทอดสดฟุตบอลในจอทีวีจะสามารถนำพาผู้คนให้หลบลี้หลีกหนีออกจากปัญหาต่างๆ ในโลกความเป็นจริงได้

ก็จะมีคนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ถูกดึงดูดด้วยอิทธิพลของกีฬาลูกหนัง โดยมีผู้คนอีกไม่น้อยที่เลือกจะไม่เดินตามเกมนี้ตั้งแต่แรก

ประการท้ายสุด เราควรพิจารณาว่า “ปัญหาจริงๆ” นอกจอโทรทัศน์และสนามฟุตบอลนั้น มีสภาพการณ์เช่นไร?

ต้องยอมรับว่าปัญหาใหญ่ใน “โลกความจริง” ขณะนี้ รวมศูนย์อยู่ตรงเรื่องโควิด-19 และวัคซีนโควิด

ตราบใดที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ-ผู้เสียชีวิตจากโควิดยังไม่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ตราบใดที่การจัดหา-กระจายวัคซีนยังถูกตั้งคำถามจากประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งยังแสดงอาการ “โรคเลื่อน” ออกมาโดยต่อเนื่อง

นี่ย่อมสะท้อนถึง “ความเป็นจริงอันหนักหนาสาหัส” ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของชีวิต ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และความหมดหวังของประชาชน

“ความจริงอันโหดร้าย” เหล่านี้ จึงกีดกันไม่ให้คนไทยสามารถ “ฝัน” ถึง “ฟุตบอลยูโร” ได้ตลอดเวลา

ปราปต์ บุนปาน