มุมมองนักการเมือง วิพากษ์กม.พรรค 3 ยาก

8.09.16 | 11:09 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักการเมือง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาประกอบการเขียนเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดย กกต.ยึดหลัก 3 ยาก คือ “ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก”

ชูศักดิ์ ศิรินิล
หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

เท่าที่ดูเข้าใจว่าคงจะยึดหลักการตามมาตรา 45 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ มีกรอบสำคัญกำหนดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่จะร่างขึ้นต้องกำหนดให้บริหารโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง การดำเนินกิจการพรรคการเมืองโดยอิสระไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง มีมาตรการกำกับดูแลสมาชิกพรรคการเมืองมิให้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง

สำหรับการให้สมาชิกพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวบุคคลที่จะส่งสมัครรับเลือกตั้ง โดยความจริงก็เป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญต่อสาขา หรือสมาชิกพรรค ในอดีตพรรคเคยมีแนวความคิดในเรื่อง Primary Vote ด้วยซ้ำไป คือ ให้โหวตกัน ในบรรดาสมาชิกก่อนว่าบุคคลใดสมควรจะเป็นตัวแทนพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ส่วนแนวความคิดจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ว่าให้ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก ไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ความเห็นผมคิดว่าควรตั้งง่าย การตั้งพรรคการเมืองควรเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน การตั้งพรรคการเมืองจึงไม่ควรตั้งยาก มีกฎระเบียบหยุมหยิม หรือมีกระบวนการที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนจนเกินไป

Advertisement

นายทะเบียนพรรคการเมืองควรทำหน้าที่ในเชิงกำกับดูแล แนะนำ เสนอแนะ มิใช่ทำหน้าที่ในเชิงควบคุมสั่งการ ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กกต. เป็นผู้ตรวจสอบนโยบายที่ใช้หาเสียงของพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองควรมีอิสระพอควรในการกำหนดนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน อย่างน้อยรัฐธรรมนูญก็กำกับไว้แล้วว่าจะต้องแสดงที่มาของงบประมาณที่จะใช้

การให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจสั่งให้กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งและห้ามดำรงตำแหน่งใดๆ ภายใน 5 ปี หากพบว่ามีการปล่อยให้ผู้สมัครกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือปล่อยให้มีการครอบงำพรรคการเมืองโดยบุคคลภายนอก อำนาจเช่นนี้เป็นการลงโทษกรรมการบริหารพรรคการเมือง ควรเป็นเรื่องของศาล เมื่อตอนใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีการให้กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง แต่เรียกกันว่าเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้เป็นอำนาจศาลตัดสิน จะมีความถูกต้อง เป็นธรรมมากกว่า ระบบสอบสวนเอง ตัดสินเอง ควรจะหมดไปได้แล้ว

สิ่งที่น่าคิดคือ การไม่ส่งผู้สมัครแล้วพรรคต้องถูกยุบ ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ควรเป็นสิทธิเสรีภาพของพรรคการเมือง และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้เรียนรู้และมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ส่วนการยุบพรรคยาก เห็นด้วยว่าพรรคการเมืองไม่ควรจะถูกยุบได้โดยง่ายดายเหมือนในอดีตการยุบพรรคการเมืองควรเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงมากๆ จริงๆ การยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป ควรต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ควรใช้ระบบ “ให้ถือว่า” หรือ “สันนิษฐานว่าผิด” หรือที่เคยเรียกว่า “เหมาเข่ง” เหมือนในอดีตอีกต่อไป

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หลักการ ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับ กกต. ในส่วนของการตั้งยาก โดยการจัดตั้งพรรคการเมืองที่ต้องมีสาขาพรรคอย่างน้อย 1 สาขา ในแต่ละภูมิภาคถือเป็นกติกาเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่เมื่อของเก่าถูกนำมาพูดใหม่ คนอาจจะตื่นเต้น การตั้งพรรคตามกฎกติกาเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา

แต่สำหรับเรื่อง อยู่ยาก และยุบยากนั้น จะมีประเด็นที่ว่า หากพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั่วไป หรือ บอยคอตการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวจะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบได้ เรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาได้ในทางปฏิบัติ ถ้าออกกฎหมายได้แต่ปฏิบัติตามไม่ได้ก็ไม่เป็นผล เช่น หากการเลือกตั้งใหญ่ทั้งหมด 350 เขต แต่พรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเพียงแค่เขตเดียว แบบนี้ก็ยุบพรรคไม่ได้ เพราะเขาลงสมัครแล้ว ดังนั้น ข้อเสนอไหนที่ปฏิบัติ

ไม่ได้ หรือทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงอย่างที่ยกตัวอย่างมา ก็อย่าไปเขียนในกฎหมายเลยจะดีกว่า

การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครหรือไม่ก็ได้ เพราะว่าบางพรรคการเมืองก็ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อประกาศนโยบายสาธารณะให้สังคมได้รับรู้ คือ ไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายหลักที่จะลงเลือกตั้งทุกครั้ง ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ถือว่าปฏิบัติยาก ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์เคยไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง หรือบอยคอตมาแล้ว 2 ครั้ง การบอยคอตครั้งล่าสุดมีผลเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างยิ่งใหญ่ที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนั้นก็เพราะตอนนั้นเรามีเหตุผล มีต้นเหตุในเรื่องของการปฏิรูป เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะจำกัดสิทธิของพรรคการเมืองในการตัดสินใจที่จะลงเล่นสนามการเมือง จึงอยากให้ผู้ยกร่างกฎหมายตัดสินใจเรื่องนี้ให้ดี

สำหรับกรอบนโยบายหาเสียง 4 ด้าน คือ ที่มางบประมาณ ระยะเวลาดำเนินการ ความคุ้มค่าและประโยชน์ และความเสี่ยง โดยจะให้ กกต.ยับยั้งพรรคการเมืองในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบเหล่านนี้นั้น เห็นว่าถ้าให้อำนาจ กกต.เช่นนี้ จะทำให้เรามีซุปเปอร์พรรคการเมืองเพิ่มขึ้น นั่นคือ พรรค กกต.เพราะในส่วนของพรรคการเมืองเล็กก็อาจจะมีนโยบายที่นำเสนอต่อสาธารณะออกมา ซึ่งบางเรื่องอาจมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือนโยบายขำๆ แต่สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ๆ นั้น เราทำงานกันอย่างมีระบบ ทุกนโยบายที่จะใช้หาเสียง และส่งนโยบายไปยัง กกต. เราคิดค้น และวิเคราะห์เป็นระบบ ทำงานกันอย่างดี เห็นดีแล้วว่านโยบายเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้ทำมาเพื่อเล่นๆ หรือทำขำๆ

แต่การจะให้ กกต.มาวิเคราะห์ ยับยั้งนโยบายของพรรคการเมืองตามกรอบของ กกต. อยากทราบว่า กกต.จะมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ หรือกระบวนการทำงานอย่างไรที่จะวิเคราะห์ หรือตัดสินใจว่านโยบายของพรรคการเมือง ที่ทำกันมาอย่างเป็นระบบว่า เป็นนโยบายที่ไม่ดี กกต.มีประสบการณ์อะไรจากตรงนี้ เพราะสำหรับพรรคการเมืองแล้ว เราคิดค้นจากประสบการณ์ จากความต้องการของประชาชน และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ อดีต ส.ส.ทุกคนเคยทำงานลงพื้นที่มาก่อน และบางคนที่ทำงานวิเคราะห์นโยบายก็เป็นถึง อดีตรัฐมนตรี แต่ กกต.จะมีกระบวนการกลั่นกรองอย่างไรในการวิเคราะห์นโยบายเหล่านี้

ดังนั้น ถ้าจะให้ กกต.มายับยั้งนโยบายพรรคการเมืองจะมีปัญหา เพราะนโยบายของพรรคการเมือง ทำกันอย่างเป็นสาธารณะ จึงอยากฝากให้ทบทวนด้วย

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา

กรณี กกต.เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ให้มี 3 แนวทางทั้งตั้งยาก อยู่ยาก และยุบยากนั้น คิดว่าเป็นเรื่องดี โดยมองว่าการตั้งพรรคการเมืองยากไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก เนื่องจากการตั้งพรรคการเมือง หาคนที่มีอุดมการณ์ มีความคิดเห็นตรงกันมาร่วมตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องยากเลย

อีกทั้งพรรคการเมืองทุกพรรคก็มีสาขาตามภูมิภาคต่างๆ หมดแล้ว

แต่การยุบยากนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ กว่าจะตั้งพรรคการเมืองมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาในยุคสมัยการเมืองเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากพรรคการเมืองไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นนิติบุคคล ซึ่งคนที่กระทำความผิดควรได้รับการลงโทษ แต่เมื่อก่อนนี้พรรคการเมืองไม่ได้ทำผิดแต่ไปลงโทษเขาทำไม ต้องไปลงโทษผู้บริหารพรรคแทนเป็นตัวบุคล ดังนั้นที่ กกต.เสนอมาเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ทำให้พรรคการเมืองยุบยาก

ประเด็นเดียวกันเรื่องสำคัญที่สุดคือการไม่เซตซีโร่พรรคการเมืองนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายภาคส่วนมีความหวาดวิตกว่าจะมีการเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพรรคการเมืองเลยที่อยู่ดีๆ จะมาสลายพรรค โดยที่ไม่มีเหตุผล และตอบสังคมไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่ประกาศออกมาว่าจะไม่เซตซีโร่พรรคการเมืองถือว่าเป็นสัญญาประชาคมแล้ว ทาง กกต.ต้องดำเนินการ

ไพบูลย์ นิติตะวัน
อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีต สปช.

เห็นด้วยตามหลักการ 3 ข้อ “ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก” ของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ กกต.เสนอ แต่อยากเสนอเพิ่มโดยการบังคับให้พรรคการเมืองจะต้องส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือจำนวน 118 เขตขึ้นไป เพื่อเป็นการกลั่นกรองให้เหลือเพียง พรรคการเมืองระดับชาติเท่านั้น

พรรคไหนที่ไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ตามกำหนดก็จะถูกยกเลิกหรือสิ้นสภาพไป หากบังคับไว้เช่นนี้ต่อไป คาดว่าจะเหลือพรรคการเมืองระดับชาติประมาณ 10 พรรคการเมือง ซึ่งผมมีหลักคิดว่าอยากจะให้ กกต.มีระบบส่งข้อมูลของผู้สมัครอย่างละเอียด 1 หน้ากระดาษเอ 4 ส่งไปให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทุกครัวเรือน ดังนั้น การกลั่นกรองผู้สมัครก็เพื่อไม่เป็นภาระเพิ่มให้กับ กกต.ในส่วนนี้

อีกทั้ง การเหลือพรรคระดับชาติประมาณ 10 พรรคก็เป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อการให้ประชาชนเลือกแล้ว และยังสอดคล้องกับหลักการ “อยู่ยาก” ที่ กกต.ระบุด้วย เพราะร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่เคยใช้มา หรือ แม้แต่ฉบับที่ กกต.เสนอให้ กรธ.พิจารณานั้น กำหนดให้พรรคส่งผู้สมัครเขตเดียวก็ได้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ประเทศไทยมีพรรคการเมืองมากถึง 60-70 พรรคก็ด้วยเหตุผลนี้

เห็นด้วยอย่างยิ่ง กรณี “ยุบยาก” ในความหมายที่พรรคถูกยุบโดยคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการที่กรรมการบริหารพรรคทำผิด และถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ควรเป็นความผิดส่วนบุคคล และบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบตัวเอง มิใช่นำมาเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคการเมืองจากการกระทำของคนคนเดียว