หน้าแรก การเมือง กมธ.ป.ป.ช. เผ...

กมธ.ป.ป.ช. เผยความคืบหน้าสอบจริยธรรม ‘ธรรมนัส’ ฝาก ‘บิ๊กตู่’ ตรวจสอบ-จัดการเอง แม้มีข้อมูลแต่นิ่งเฉย

17.06.21 | 14:09 น.

กมธ.ป.ป.ช. เผยความคืบหน้าสอบจริยธรรม ‘ธรรมนัส’ ฝาก ‘บิ๊กตู่’ ตรวจสอบ-จัดการเอง แม้มีข้อมูลแต่นิ่งเฉย ยันลุยสอบด้วยความสุจริต เป็นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม-คัดคนเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญเป็นที่ยอมรับ ปชช.

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมต่างๆ ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า วันนี้ได้เชิญ ศจ.วิชา มหาคุณ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบการการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริตและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้ส่งรองเลขาธิการมาให้การชี้แจงแทน โดย ศจ.วิชาได้ให้ข้อเท็จจริงว่า ประเด็นจริยธรรมในการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรจะเป็นบุคคลที่มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลซึ่งตามหลักสากล เช่น ประเทศเยอรมัน ใช้จริยธรรมโดยมีความละอายแก่ใจและเกิดมโนสำนึกเอง ไม่ต้องกระบวนการตรวจสอบ แต่ของประเทศไทยมีการตรวจสอบอย่างหลากหลายทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ในกระบวนการ กมธ.หรืออื่นๆ เราจึงต้องถือเรื่องนี้ฝากบอกไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งที่มีข้อสงสัยในจริยธรรมให้พิจารณาตนเองด้วย และฝากบอกถึงนายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญควรคำนึงถึงจริยธรรมจำเป็นด้วยหรือที่ต้องให้กมธ.มาตรวจสอบแล้วถึงจะปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรตรวจสอบและจัดการเอง แต่กลับนิ่งเฉยแม้จะมีข้อมูล

นายธีรัจชัยกล่าวว่า รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อปี 2525 ในการหารือผู้ต้องห้ามไม่ให้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 96 อนุ 5 ซึ่งเป็นเรื่องของคำพิพากษาของศาลต่างประเทศจะมาใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่ ในเรื่องยาเสพติดกรณีการสมัครเลือกตั้ง ส.ส. กฤษฎีกามีความเห็นว่าไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ 2521 ส่วนเรื่องของการขอรับเครื่องราชฯ เป็นระเบียบภายในกรณีไม่ฟังคำพิพากษาต่างประเทศ อีกเรื่องคือเรามีอนุสัญญาฯ ระหว่างประเทศมากมาย ซึ่งกรณีการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองเราไม่ได้ยอมรับในคำบังคับหรือคำบังคับคดีของศาลต่างประเทศ แต่ยอมรับแค่ข้อเท็จจริงมาประกอบว่าคนที่เคยต้องคำพิพากษาให้ต้องโทษจำคุกคดียาเสพติดหรือไม่ ยืนยันชัดเจนว่าเราไม่ได้อยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของศาลต่างประเทศ

ส่วนเรื่องกระบวนการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยที่ 6/2564 มีตอนหนึ่งระบุไว้ชัดว่าเพื่อประโยชน์ของการพิจารณา อาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 27 วรรค 3 ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือเรียกสำเนาคำพิพากษาของศาลรัฐนิวเซาท์เวลล์และศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวลล์ และเอกสารสำคัญจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้องและปลัดกระทรวงต่างประเทศเพื่อดำเนินการช่องทางการฑูต แต่ปลัดกระทรวงต่างประเทศชี้แจงว่าสำเนาพิพากษาศาลแขวง รัฐนิวเซาท์เวลล์เป็นข้อมูลทางราชการไม่อยู่ในความครอบครองของกระทรวงต่างประเทศที่จะส่งให้กระทรวงต่างประเทศได้ ประเด็นสำคัญคือกระทรวงต่างประเทศได้ติดต่อทางการทูตหรือไม่ ปลัดกระทรวงต่างประเทศละเว้นหน้าที่โดยไม่ชอบหรือไม่ หากทำแค่ไหนต้องหาข้อเท็จจริง

“ประเด็นต่อมาเมื่อกระทรวงต่างประเทศบอกว่าไม่ได้อยู่ในครอบครอง ศาลรัฐธรรมนูญก็ยุติเลย คำพิพากษาเป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่นำมาพิจารณา ซึ่งเราพยายามจะตรวจสอบว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีการติดตามตามหน้าที่หรือไม่ เราไม่สรุปในตอนนี้ว่าใครถูกใครผิด แต่เราจะตั้งประเด็นและสอบไปเรื่อยๆ และจะทำด้วยความซื่อตรงสุจริตเพื่อเป็นมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นมาตรฐานในการคัดสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและระดับสากล” นายธีรัจชัยกล่าว

Advertisement