‘พิจารณ์’ เผย 5 ประเด็นคืบหน้า ‘ร่างงบปี’65’ เหน็บ มีบางพรรคทำล่าช้าเพราะลาประชุม

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

‘พิจารณ์’ เผย 5 ประเด็นคืบหน้า ‘ร่างงบปี’65’ เหน็บ มีบางพรรคทำล่าช้าเพราะลาประชุม

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่พรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงความคืบหน้าด้านการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ว่าใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การพิจารณาในภาพรวมผ่านไปแล้ว เริ่มต้นพิจารณาแล้ว 2 กระทรวงคือ กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ได้จบลงไปแล้ว ยังเหลืออีก 18 กระทรวง แต่ยังมีหน่วยงานราชการอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้พิจารณา และปัญหาส่วนหนึ่งมาจาก กมธ.บางพรรคที่ไม่ได้ร่วมประชุม อย่างล่าสุดของพรรคพลังประชารัฐที่มีการประชุมยกพรรค เพื่อไปประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคที่ จ.ขอนแก่น ที่ทำให้การประชุมต้องหยุดชะงักลง

นายพิจารณ์กล่าวว่า พบข้อสังเกตที่สำคัญ ประเด็นที่ 1 ปัญหาเรื่องของทางการคลังของประเทศ สำหรับปีงบประมาณ 64 ที่รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้ที่ 2.67 ล้านล้านบาท ถึงวันนี้คาดว่าไม่เข้าเป้าและพลาดเป้า 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ขาดเงินที่จะไปใช้จ่ายเต็มตามกรอบวงเงินงบประมาณ 9 แสนล้านบาท ตรงส่วนนี้เองรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะดึงเงินคงคลังมาใช้ก่อน ซึ่งเมื่อดึงเงินในส่วนนี้ออกมาใช้แล้วจะถูกต้องเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องใช้คืนในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งจะทำให้งบสำหรับประชาชนลดลง ปัญหาตรงนี้เป็นปัญหาเรื้อรังมาจากกฎหมายที่กำลังใช้อยู่คือ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548” ซึ่งในตรงนี้เองก็จะมีมรดกหนี้ตกทอดไปสู่รัฐบาลต่อๆ ไป ไม่ว่าใครจะมาบริหารประเทศ

นายพิจารณ์กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติขณะนี้รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่องบประมาณของประชาชน เพราะสุดท้ายหากไม่พิจารณาแก้ไขกฎหมายนี้ ผลที่จะตามมาก็คือการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเมื่อออก พ.ร.ก.กู้เงินโครงการต่างๆ ที่นำมาใช้ไม่ได้รับการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร นี่คือปัญหาหลัก และอย่างรอบนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ชี้แจงในชั้น กมธ.ว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะกู้จริงๆ ในปีงบประมาณ 64 คือ 1 แสนล้านเท่านั้น คำถามคือเรื่องที่รัฐบาลบอกว่าเร่งด่วนต้องออก พ.ร.ก.ไม่สามารถออกเป็น พ.ร.บ.งบกลางปีได้ ในตอนนี้เองก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ความจริง นี่เป็นการอำพรางการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อไม่ต้องถูกตรวจสอบจากรัฐสภา

นายพิจารณ์กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 พิจารณ์หน่วยงานกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องจัดสรรที่ดินราชพัสดุ ซึ่งครึ่งหนึ่งของที่ดินราชพัสดุถือครองโดยกระทรวงกลาโหม การใช้ประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติหรือไม่ ทางกรมธนารักษ์มีการเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการทำ MOU หรือหนังสือบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน กับกองทัพบก แต่ก็ยังติดปัญหาเหมือนจริงก็ประมาณปีที่แล้ว คือติดปัญหาเรื่องการส่งเอกสาร ที่ยังคงรอคอยทางกองทัพ เช่น งบการเงินของกองทุนสวัสดิการ งบการเงินของธุรกิจต่างๆ สนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีความล่าช้า แล้วตอนนี้พูดเฉพาะแค่กองทัพบกแต่ยังมีกองทัพอากาศและกองทัพเรือซึ่งถือครองที่ดินราชพัสดุและนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสวัสดิการเช่นกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ 1 ปีผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

นายพิจารณ์กล่าวว่า ประเด็นที่ 3 พิจารณากองทุนประชารัฐเพื่อสวัสดิการ กองทุนนี้ถูกตัดงบประมาณลงไป 2 หมื่นล้านบาท ในการพิจารณาวาระที่ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงว่ายังมีเงินคงเหลืออยู่ในกองทุนนี้ที่สามารถใช้จ่ายได้จึงเป็นที่มาที่ตัดลดงบประมาณลง แต่เมื่อมาพิจารณาในชั้น กมธ.ปรากฏว่าการตัดงบประมาณมีผลให้รัฐบาลไม่มีเงินที่จะจ่ายให้กับผู้ถือบัตรคนจนในไตรมาสที่ 3 ของปี’65 จึงยืนยันว่าจะพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ พยายามที่จะรีดไขมัน พยายามที่จะตัดงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนไม่จำเป็นโดยเฉพาะงบประมาณด้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อให้มีเม็ดเงินที่ใน กมธ.สามารถลงมติแต่ใส่ให้กลับกองทุนตรงนี้ได้

นายพิจารณ์กล่าวว่า การที่จะเพิ่มงบประมาณให้กับกองทุนนี้ทางพรรค ก.ก.มีข้อสังเกตที่จะต้องพูดคุยกับกองทุนก่อน เพราะตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา กองทุนนี้ไม่ได้มีการจัดการทบทวนบัตรประชาชนหรือรายชื่อผู้ที่ถือบัตรนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเป็นปัญหาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รายงานให้ชั้น กมธ.ปัญหาการจ่ายเงินให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วโดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ที่เสียชีวิตเหล่านั้นมีจำนวน 17 เปอร์เซ็นต์ของผู้ถือบัตรที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงมีบัญชีที่เคลื่อนไหวอยู่ หรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วยังสามารถใช้บัตรได้อยู่ ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบริหารจัดการ ทางพรรค ก.ก.จึงจะเรียกร้องไปที่หน่วยงานให้มีการทบทวนและแก้ไขปัญหา

นายพิจารณ์กล่าวว่า ประเด็นที่ 4 ภายใต้กระทรวงการคลังจะมีสำนักงานความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในงานนี้มีการของบประมาณเพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจกับประเทศชายแดน โดยเป็นสัดส่วนของประเทศเมียนมาประมาณ 100 ล้านบาท ใยงบประมาณปี’65 กลุ่มทำยังมีโครงการที่วางแผนไว้จะของบประมาณเพิ่มเติม 4 พันกว่าล้านบาท จึงไม่เห็นด้วยเพราะการจัดสรรงบประมาณเพื่อความร่วมมือทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สมควรทำ

แต่ในอีกด้านหนึ่งนี่คือการแสดงถึงจุดยืนของรัฐบาลไทย แสดงถึงท่าทีต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเข่นฆ่าชีวิตประชาชนชาวเมียนมาที่เห็นต่าง แม้จะมีการถกเถียงว่าการร่วมมือตรงนี้จะเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดนได้ แต่ตนคิดว่าต้องดูรายละเอียดว่าสุดท้ายจะเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองยังไม่ลดลงความขัดแย้งของผู้เห็นต่างยังมีอยู่ตลอดเวลา พรรค ก.ก.ต้องเข้าไปพูดคุยกับหน่วยงานในรายละเอียดและเห็นว่าคงต้องตัดงบประมาณในส่วนนี้

นายพิจารณ์กล่าวว่า ประเด็นที่ 5 โครงการที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานเป็นจำนวนมาก การทำโครงการดิจิทัล ซึ่งทางหน่วยงานของบประมาณเข้ามาซ้ำซ้อนกัน รวมถึงโครงการที่ไม่มีความเร่งด่วน เช่น การก่อสร้างอาคารสำนักงานต่างๆ ในต่างจังหวัด โครงการปรับปรุงตกแต่งสำนักงานผู้แทนถาวรเจนีวา ซึ่งโครงการนี้เป็นความต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 62 มีการของบประมาณในการขอซ่อมปรับปรุงตัวอาคาร 280 ล้านบาท ซึ่งมีความย้อนแย้งตรงที่เราซื้ออาคารนี้ที่เจนีวา 190 ล้านบาท แต่ว่าตอนนี้มาขอซ่อมปรับปรุงแพงกว่าราคาที่ซื้อมาอีก ซึ่งในรายละเอียดก็ต้องมาดูในชั้นอนุ กมธ. ทั้งหมดเป็นข้อสังเกตข้างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สภาอุตฯ-หอการค้าสมุทรสาคร เตรียมยื่นหนังสือ ‘ประยุทธ์’ ผอ.ศบค. ทบทวนการจัดสรรวัคซีนใหม่
บทความถัดไป‘เนื้อแน่น’ แน่! ร้านซีฟู้ดในสิงคโปร์ พา ‘ปู’ ไปเดินเล่น