ส่องมติ’ป.ป.ช.’ 9:0 ‘อุทยานราชภักดิ์’

9.09.16 | 12:46 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของฝ่ายที่ยื่นตรวจสอบโครงการก่อสร้าง

อุทยานราชภักดิ์ ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

กรณี ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9:0 ไม่พบทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า มติ 9:0 นั้นก็ว่ากันไป แต่ที่สำคัญกว่าคือ ป.ป.ช. จะต้องเปิดผลการตรวจสอบด้วยว่ามีรายละเอียดอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งอยู่ในกำกับของกองทัพบกแต่ไปใช้สถานที่โรงเรียนนายสิบ ดังนั้นประชาชนมีสิทธิที่จะรู้รายละเอียด เพราะมูลนิธิเป็นมูลนิธิเพื่อการกุศล เมื่อคุณอธิบายว่าไม่มีความผิดคุณจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ควรตรวจสอบด้วยว่าคุณตรวจสอบอะไรไปเท่าไหร่ และต้องนำเอกสารการตรวจสอบออกมาเปิดเผยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใบเสร็จรับเงินที่มีปัญหา ต้นไม้ที่ได้รับการบริจาคมา ราคากลางของอนุสาวรีย์ วัสดุนำเข้าหรือไม่ ฯลฯ ให้เหมือนอย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจรถสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นั่นแหละ

นอกจากนี้ต้องนำเอกสารออกมาชี้แจงด้วยว่าเงินจากมูลนิธิไปโรงหล่อกี่งวด กี่ครั้ง แล้วมีการบริจาคกลับคืนมาเท่าไหร่ มีการลงบัญชีอย่างไร เพราะตรงนี้ยังไม่มีใครตอบตน แม้แต่ สตง.ก็ตอบไม่ได้ เพราะหากคุณไล่รูปบัญชีถูกคุณถึงจะรู้ว่าเงินหักหัวคิวนั้นเป็นเงินใต้โต๊ะหรือไม่ อย่างไร แต่ตรงนี้กลับไม่มีใครตอบได้เลยในเรื่องของรูปบัญชี ก็ขอให้ ป.ป.ช.เอาเรื่องเหล่านี้ออกมาชี้แจงหน่อย ทั้งนี้ผมเงียบฟังมานานแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่จะต้องพูดบ้าง เพราะผลสอบของ ป.ป.ช.นั้นขัดกับข้อเท็จจริงที่ผ่านมาทั้งหมด และผมไม่เชื่อผลสอบของ ป.ป.ช.โดยสนิทใจ จนกว่าจะได้เห็นเอกสารทั้งหมดว่าสมควรเชื่อได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามทุกคน ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง บอกมาตลอดว่าหลังจาก ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพร้อมที่จะเปิดเอกสารทั้งหมด ผมก็ขอให้เปิดเผยเอกสารทั้งหมดด้วย

Advertisement

อานนท์ นำภา
ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

การที่ ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ เป็นการตัดสินในช่วงที่ทหารมีอำนาจ ผลคงออกมาเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เเต่กระบวนการตรวจสอบภาคประชาชนไม่ได้ถูกบังคับโดยกฎหมาย เราก็สามารถที่จะตรวจสอบได้อยู่เเล้ว ความจริงเเล้วนอกจาก ป.ป.ช.ก็ยังมีองค์กรอื่นที่จะตรวจสอบได้อีก เพียงเเต่บรรยากาศตอนนี้บริบทคือทหารมีอำนาจ ก็คงไม่มีใครกล้าตรวจสอบ ถ้าเป็นในช่วงเวลาปกติ องค์กรอิสระหรือเเม้กระทั่งรัฐสภาเองก็สามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้

สำหรับการออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเเต่ผลออกมาว่าไร้โกง ส่วนตัวมองว่าความคุ้มค่าของการออกมาคือ การชี้ให้สังคมเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างไรมากกว่า เอาเข้าจริงตอนเเรกทหารก็ออกมายอมรับด้วยซ้ำว่ามีการทุจริตจริง เเต่พอสถานการณ์เปลี่ยน อยากให้ดูสะอาด ผลก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าเขามีอำนาจ

ตอนนี้ระบบการตรวจสอบของเราล้มเหลว คงต้องรอให้สถานการณ์เปิดมากกว่านี้ กระบวนการตรวจสอบทางสังคม และกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระทำงานได้ดีกว่านี้ ถึงตอนนั้นอาจจะมีการตรวจสอบอีกครั้ง

คำร้องนายวีระ สมความคิด
เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น
ยื่นร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์

หนังสือร้องเรียนขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และในฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เรื่องนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ที่กองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างภายในพื้นที่ของกองทัพบก โดยปรากฏหลักฐานจากสื่อมวลชนว่ามีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีการเบิกจ่าย

งบกลางไปแล้ว 80% ของวงเงินที่ได้รับ

การจัดสรร 63.57 ล้านบาท และเงินบริจาคของประชาชน ซึ่งเมื่อเข้ากองทัพบกแล้วถือว่าเป็นเงินของกองทัพบก โดยมีการจัดจ้างโรงหล่อทั้งหมด 6 โรง หล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ 7 องค์ ใช้งบในการก่อสร้างองค์ละ 41-45 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 287-315 ล้านบาท ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อาจมีการหักหัวคิว 10% จากเซียนพระ อ. นอกจากนี้ยังปรากฏว่า พล.ต.สุชาติ พรมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และ พ.อ.คชาชาต บุญดี อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำกองทัพภาคที่ 3 (นายทหารคนสนิทของ พล.อ.อุดมเดช ปัจจุบันถูกถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว) อาจมีส่วนร่วมในการทุจริตเกี่ยวกับการจัดสร้างอุทยานดังกล่าวด้วย

ส่วนในการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างงานปูหินสักการะ บันได และลานชั้นบนรอบแท่นพระบรมรูป 34.9 ล้านบาท งานติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูป 11.9 ล้านบาท งานสร้างรั้วบริเวณภายในและภายนอกอุทยานราชภักดิ์ 2 โครงการ 20.2 ล้านบาท งานสร้างป้ายทางเข้าและอาคารรักษาความปลอดภัย 7.2 ล้านบาท (ทั้งหมดข้างต้นใช้งบกลาง) และการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ 7 พระองค์นั้น งานก่อสร้างดังกล่าวมีมูลค่าเกินสองล้านบาทขึ้นไป และเป็นการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ แต่ไม่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

การกระทำดังกล่าวของ พล.อ.อุดมเดช และ พล.อ.ศิริชัย จึงเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และมาตรา 12

มติที่ประชุม ป.ป.ช.

การไต่สวนกรณีก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามคำร้องของนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ที่ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนั้น

คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงได้สรุปและรายงานเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ อีกทั้งไม่ว่าทาง ป.ป.ช.ขอหลักฐานใดๆ ไปยังคณะกรรมการตรวจสอบของกองทัพบกหรือคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และเมื่อนำเอกสารหลักฐานและเชิญพยานมาสอบปากคำทุกอย่างมาพิจารณาแล้วไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่มีผู้ยื่นคำร้องจึงถือว่าเสร็จสิ้น

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่าไม่พบความผิดปกติของการดำเนินการโครงการดังกล่าว จากนี้จะได้แจ้งมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับไปให้ผู้ร้องได้ทราบผลต่อไป หากยังมีข้อสงสัยพร้อมที่จะให้สอบถามรายละเอียดมาได้