ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ภายใต้การผลักดันของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในทุกสาขานักวิชาการด้านการสื่อสารมวลชน รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคสื่อ เปิดวิพากษ์วิจารณ์
และปรากฏข้อสังเกต ข้อห่วงใย ในวงเสวนามากมาย
มากจนกระทั่งเกิดความเคลือบแคลงว่า ร่างกฎหมายที่ใช้ชื่อ “คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ” และ “มาตรฐานวิชาชีพ” นี้ ทำไมจึงมีเนื้อหาในลักษณะ “ควบคุม” เสียยุ่บยั่บ
โดยเฉพาะการกำหนดให้จัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองได้มาก
ข้อท้วงติงและข้อห่วงใยดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายยังไม่ได้เห็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
“มติชน” จึงถือโอกาสนำบางมาตรของร่าง พ.ร.บ.เจ้าปัญหามานำเสนอ
มาตรา 3 เกี่ยวกับคำนิยาม
“สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางที่ใช้ในการสื่อสาร ภาพ เสียง ข้อความ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์หรือในรูปอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป
“ใบรับรองสมาชิก” หมายความว่า ใบรับรองซึ่งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติออกให้แก่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกตามพระราชบัญญัตินี้
“บัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บัตรประจำตัวซึ่งองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกขององค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนนั้น
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ
……………..
หมวด 1
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ
มาตรา 5 ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ
……………..
มาตรา 8 สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
(1) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
(2) ค่าจดทะเบียนและค่าและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้
(3) เงินตามมาตรา 9
(4) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
มาตรา 9 ในทุกปีงบประมาณให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยจัดเก็บตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ในส่วนที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามมาตรา 12 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ให้แก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติะอเป็นรายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในอัตรารัอยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ต้องไม่น้อยกว่าห้าสิบล้านบาท ทั้งนี้ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรซึ่งเป็นผู้เรียกเก็บเงินดังกล่าวตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ดำเนินการนำส่งให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
……………..
หมวด 2
สมาชิก
มาตรา 16 สมาชิก ได้แก่ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนง โดยยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ
……………..
หมวด 3
คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ
มาตรา 19 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ประกอบด้วย
(1) ประธานกรรมการ
(2) กรรมการซึ่งสมาชิกคัดเลือกกันเองจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน 8 คน
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสรรหาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จำนวน 6 คน ดังต่อไปนี้
(ก) ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จำนวน 2 คน
(ข) ด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 1 คน
(ค) ด้านสังคม จำนวน 2 คน
(ง) ด้านอื่นๆ จำนวน 1 คน
(4) กรรมการผู้แทนผู้บริโภค จำนวน 1 คน
มาตรา 21 ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่งจำนวน 7 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่สมควรเป็นกรรมการตามมาตรา 19 (3) (4) ประกอบด้วย
(1) นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
(2) ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
(3) ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
(4) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
(5) นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
(6) นายกสภาทนายความ
(7) ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
……………..
มาตรา 26 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) บริหารกิจการของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
(2) กำหนดมาตรฐานกลาง
(3) พิจารณา ตักเตือน ปรับ หรือแก้ไขข้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีที่มีการร้องเรียนว่าองค์กรสื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(4) เผยแพร่ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อสาธารณชน
(5) กำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในเรื่องต่างๆ อาทิ
– คุณสมบัติของสมาชิก
– การจดทะเบียนสมาชิก
– การออกและการเพิกถอนนใบรับรองสมาชิก
– การส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน
– การพิจารณาเรื่องร้องเรียน
– การดำเนินคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน
……………..
หมวด 5
มาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน
มาตรา 37 มาตรฐานกลางที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 26 (2) อย่างน้อยต้องมีเรื่องดังต่อไปนี้
(1) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
……………..
(4) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เรียกรับ หรือยอมรับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ
(5) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องมีผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีที่เสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดหรือก่อให้เกิดผลกระทบ จะต้องแสดงความรับผิดชอบและประกาศการแก้ไขข้อบกพร่องต่อสาธารณชนในทันที
……………..
หมวด 7
คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน
มาตรา 44 ให้มีคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการ ประกอบด้วย
(1) ผู้แทนจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน ….คน ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบปีและไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจริยธรรมสื่อมวลชน
(2) ผู้แทนจากสภาทนายความ จำนวน 1 คน
(3) ผู้แทนจากองค์กรด้านการเฝ้าระวังสื่อ จำนวน 1 คน
(4) ผู้แทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค จำนวน 1 คน
(5) ผู้แทนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน จำนวน 1 คน
(6) ผู้แทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 1 คน
(7) ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน จำนวน 1 คน
(8) ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จำนวน…คน
มาตรา 47 คณะกรรมการจริยธรรมมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน
(2) พิจารณาเรื่องร้องเรรียนกรณีประชาชนได้รับความเสียหายจากการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชนตามหมวด 11
(3) พิจารณาเรื่องที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน หรือลงโทษสมาชิกที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน
……………..
หมวด 8
คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ
มาตรา 50 ให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ จำนวน 9 คน ได้แก่
(1) ผู้แทนจากสภาทนายความ
(2) ผู้แทนจากองค์กรด้านการเฝ้าระวังสื่อ
(3) ผู้แทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
(4) ผู้แทนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
(5) ผู้แทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน
(6) ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน
(7) ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือก จำนวน 3 คน
……………..
หมวด 10
มาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
มาตรา 56 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการภายใน 90 วันนับแต่วันที่ถูกละเมิด
มาตรา 58 ให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องเรียน แต่สามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 30 วัน
……………..
หมวด 12
บทกำหนดโทษ
มาตรา 70 คณะกรรมการอาจส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามหมวด 10 หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนตามหมวด 11 (กรณีมีผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน) ให้คณะกรรมการกิจกรรมกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดำเนินการกับผู้ถูกร้องเรียนตามกฎหมายของ กสทช.และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้
มาตรา 71 โทษปรับทางปกครอง มีดังต่อไปนี้
(1) โทษปรับทางปกครองชั้น 1 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
(2) โทษปรับทางปกครองชั้น 2 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
(3) โทษปรับทางปกครองชั้น 3 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
มาตรา 72 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (1) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 1
มาตรา 73 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (5) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 2
มาตรา 74 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (4) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 3
ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าผลจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะนำไปสู่การ “คุ้มครอง” หรือ “ควบคุม” สื่อมวลชนกันแน่

