ชำแหละ ร่างกม.สื่อ ‘ควบคุม’หรือ’คุ้มครอง’

9.09.16 | 14:45 น.

ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ภายใต้การผลักดันของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในทุกสาขานักวิชาการด้านการสื่อสารมวลชน รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคสื่อ เปิดวิพากษ์วิจารณ์

และปรากฏข้อสังเกต ข้อห่วงใย ในวงเสวนามากมาย

มากจนกระทั่งเกิดความเคลือบแคลงว่า ร่างกฎหมายที่ใช้ชื่อ “คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ” และ “มาตรฐานวิชาชีพ” นี้ ทำไมจึงมีเนื้อหาในลักษณะ “ควบคุม” เสียยุ่บยั่บ

โดยเฉพาะการกำหนดให้จัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองได้มาก

ข้อท้วงติงและข้อห่วงใยดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายยังไม่ได้เห็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

Advertisement

“มติชน” จึงถือโอกาสนำบางมาตรของร่าง พ.ร.บ.เจ้าปัญหามานำเสนอ

มาตรา 3 เกี่ยวกับคำนิยาม

“สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางที่ใช้ในการสื่อสาร ภาพ เสียง ข้อความ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์หรือในรูปอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป

“ใบรับรองสมาชิก” หมายความว่า ใบรับรองซึ่งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติออกให้แก่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกตามพระราชบัญญัตินี้

“บัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บัตรประจำตัวซึ่งองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกขององค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนนั้น

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

……………..

หมวด 1

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

มาตรา 5 ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ

……………..

มาตรา 8 สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

(1) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม

(2) ค่าจดทะเบียนและค่าและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้

(3) เงินตามมาตรา 9

(4) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้

มาตรา 9 ในทุกปีงบประมาณให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยจัดเก็บตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ในส่วนที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามมาตรา 12 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ให้แก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติะอเป็นรายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในอัตรารัอยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ต้องไม่น้อยกว่าห้าสิบล้านบาท ทั้งนี้ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรซึ่งเป็นผู้เรียกเก็บเงินดังกล่าวตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ดำเนินการนำส่งให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

……………..

หมวด 2

สมาชิก

มาตรา 16 สมาชิก ได้แก่ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนง โดยยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

……………..

หมวด 3

คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

มาตรา 19 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ประกอบด้วย

(1) ประธานกรรมการ

(2) กรรมการซึ่งสมาชิกคัดเลือกกันเองจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน 8 คน

(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสรรหาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จำนวน 6 คน ดังต่อไปนี้

(ก) ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จำนวน 2 คน

(ข) ด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 1 คน

(ค) ด้านสังคม จำนวน 2 คน

(ง) ด้านอื่นๆ จำนวน 1 คน

(4) กรรมการผู้แทนผู้บริโภค จำนวน 1 คน

มาตรา 21 ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่งจำนวน 7 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่สมควรเป็นกรรมการตามมาตรา 19 (3) (4) ประกอบด้วย

(1) นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

(2) ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

(3) ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

(4) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

(5) นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

(6) นายกสภาทนายความ

(7) ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

……………..

มาตรา 26 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) บริหารกิจการของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด

(2) กำหนดมาตรฐานกลาง

(3) พิจารณา ตักเตือน ปรับ หรือแก้ไขข้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีที่มีการร้องเรียนว่าองค์กรสื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

(4) เผยแพร่ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อสาธารณชน

(5) กำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในเรื่องต่างๆ อาทิ

– คุณสมบัติของสมาชิก

– การจดทะเบียนสมาชิก

– การออกและการเพิกถอนนใบรับรองสมาชิก

– การส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน

– การพิจารณาเรื่องร้องเรียน

– การดำเนินคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน

……………..

หมวด 5

มาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน

มาตรา 37 มาตรฐานกลางที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 26 (2) อย่างน้อยต้องมีเรื่องดังต่อไปนี้

(1) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

……………..

(4) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เรียกรับ หรือยอมรับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ

(5) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องมีผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีที่เสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดหรือก่อให้เกิดผลกระทบ จะต้องแสดงความรับผิดชอบและประกาศการแก้ไขข้อบกพร่องต่อสาธารณชนในทันที

……………..

หมวด 7

คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน

มาตรา 44 ให้มีคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

(1) ผู้แทนจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน ….คน ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบปีและไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจริยธรรมสื่อมวลชน

(2) ผู้แทนจากสภาทนายความ จำนวน 1 คน

(3) ผู้แทนจากองค์กรด้านการเฝ้าระวังสื่อ จำนวน 1 คน

(4) ผู้แทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค จำนวน 1 คน

(5) ผู้แทนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน จำนวน 1 คน

(6) ผู้แทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 1 คน

(7) ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน จำนวน 1 คน

(8) ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จำนวน…คน

มาตรา 47 คณะกรรมการจริยธรรมมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) พิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน

(2) พิจารณาเรื่องร้องเรรียนกรณีประชาชนได้รับความเสียหายจากการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชนตามหมวด 11

(3) พิจารณาเรื่องที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน หรือลงโทษสมาชิกที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน

……………..

หมวด 8

คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ

มาตรา 50 ให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ จำนวน 9 คน ได้แก่

(1) ผู้แทนจากสภาทนายความ

(2) ผู้แทนจากองค์กรด้านการเฝ้าระวังสื่อ

(3) ผู้แทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค

(4) ผู้แทนจากสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน

(5) ผู้แทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน

(6) ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน

(7) ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือก จำนวน 3 คน

……………..

หมวด 10

มาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

มาตรา 56 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการภายใน 90 วันนับแต่วันที่ถูกละเมิด

มาตรา 58 ให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องเรียน แต่สามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 30 วัน

……………..

หมวด 12

บทกำหนดโทษ

มาตรา 70 คณะกรรมการอาจส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามหมวด 10 หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนตามหมวด 11 (กรณีมีผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน) ให้คณะกรรมการกิจกรรมกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดำเนินการกับผู้ถูกร้องเรียนตามกฎหมายของ กสทช.และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้

มาตรา 71 โทษปรับทางปกครอง มีดังต่อไปนี้

(1) โทษปรับทางปกครองชั้น 1 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

(2) โทษปรับทางปกครองชั้น 2 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

(3) โทษปรับทางปกครองชั้น 3 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท

มาตรา 72 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (1) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 1

มาตรา 73 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (5) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 2

มาตรา 74 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (4) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองชั้น 3

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าผลจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะนำไปสู่การ “คุ้มครอง” หรือ “ควบคุม” สื่อมวลชนกันแน่