“บิ๊กโอ๋” แจงสนช. ยันชงชื่ออดีตปลัดกห.ถูกต้องทุกกระบวนการ ชี้เสนอชื่อรุ่นน้องทหารหวังทำงานประสานกองทัพราบรื่น ด้าน ป.ป.ช.ย้ำขัดระเบียบต้องเลือกคนในห้ามเสนอชื่อข้ามห้วย พฤติการณ์ชัดก้าวก่ายแทรกแซงไม่ต่างคดี “ถอดประชา”
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกจากตำแหน่งตามาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเป็นการซักถามต่อคู่กรณีคือ ผู้กล่าวหา คือคณะกรรมกรรมการ ป.ป.ช. และ ผู้ถูกกล่าวหา คือพล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ในประเด็นตามญัตติของสมาชิกสนช.ซึ่งได้ตั้งคำถามทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 7 คำถาม
ทั้งนี้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และพล.อ.อ.สุกำพล ได้เข้าตอบคำถาม โดยกรรมาธิการซักถาม สนช.ได้ ถามป.ป.ช.ว่า การกล่าวหาพล.อ.อ.สุกำพล ว่าเป็นฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการทหาร ข้อเท็จจริงบทบทบัญญัติในการแต่งตั้งอย่างไร และเหตุใดจึงกล่าวหาใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบ และการเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจถูก หรือผิด และหากเปรียบการคดีนายประชา ประสพดี ที่ใช้อำนาจแทรกแซงการแต่งตั้งผอ.องค์การตลาด ซึ่งถูก สนช.ถอดถอนไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
น.ส.สุภา กล่าวชี้แจงว่า ขั้นตอนการแต่งทหารชั้นนายพลจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 25 วรรค 2 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม ในข้อที่ 11 ซึ่งละหน่วย กรม กองจะต้องคัดเลือกและลงนามรับรองก่อนที่เสนอให้คณะกรรมการระดับกระทรวงที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิจารณาต่อไป ซึ่งพฤติการณ์ของ พล.อ.อ.สุกำพลที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่าย แทรกแซงโดยในการประชุมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ขัดต่อระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯที่เสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นเสนอข้ามกรม ซึ่งตามหลักจะต้องพิจารณาคนในก่อน นอกจากนี้ เจ้ากรมเสมียนตรา ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการตะเจ้าประชุมเพื่อจดบันทึกการประชุม แต่ พล.อ.อ.สุพลไม่ให้เข้าประชุม และไม่ได้มีการเชิญประชุมถือว่าเป็นการกระทำที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานซึ่งตามกฎหมายห้ามใครไม่ให้ประชุมไม่ได้ อย่างไรก็ต้องเข้าประชุมแต่ลงมติไม่ได้เท่านั้น
น.ส.สุภา กล่าวต่อว่า ส่วนความแตกต่างระหว่างคดีของนายประชาและคดีนี้ เป็นการก้าวก่ายทั้งคู่ โดยกรณีของนายประชา เป็นรัฐมนตรีช่วยแล้วยังไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การตลาด (อต.) แต่กลับโทรศัพท์ไปให้ระงับการประชุมที่จะพิจารณาเลิกจ้าง ผอ.อต.ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และเมื่อรับมอบหมายให้ดูแลก็เข้าแทรกแซงบอร์ด อต. ขณะที่ พล.อ.อ.สุกำพล นั้นซึ่งเป็นผู้อำนาจควรนั่งอยู่เฉยรอรับโพย แต่กลับเสนอชื่อซึ่งขัดกับกฎหมาย และระเบียบของกระทรวงกลาโหม ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดที่บอกว่า ล้วงลูกไม่ได้ก็ไม้ต้องเป็นรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจเข้าใจแทรกแซงก้าวก่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 266
จากนั้น เป็นการซักถาม พล.อ.อ.สุกำพล โดยกรรมาธิการซักถามได้ถามว่า เหตุจึงนำ พล.อ.ทนงศักดิ์ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในขณะนั้นเป็นการแทรกแซงหรือสนับสนุนหรือไม่ ขัดต่อจริยธรรม ทำไมจึงเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าใจและยึดถือปฏิบัติตามแนวทางการแต่งตั้งนายทหารระดับชั้นนายพลหรือไม่ และใช้ดุลยพินิจในการแต่งตั้งอย่างไรเพราะโดยหลักการใช้หลักอาวุโส ประวัติ และผลการปฏิบัติหน้าที่ รวมความประพฤติและจริยธรรม ซึ่งการกระทำของพ.อ.อ.สุกำพล ทำให้เกิดความเสียหายต่อสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นได้รับความเสียหายหรือไม่
ด้าน พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวชี้แจงว่า การนำ พล.อ.ทนงศักดิ์ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยากรู้จัก และไม่ได้พาเข้าไปคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคม ตนก็เคยพาอธิบดีไปพบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด ส่วนการเสนอชื่อ ตนในฐานะกรรมการคนหนึ่งสามารถเสนอชื่อใครก็ได้ และตนได้เสนอชื่อถึง 2 คน แต่ที่ประชุมมติเลือก พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ส่วนการตัดสินใจเลือกพล.อ.ทนงศักดิ์ เนื่องจากเป็นทหารรุ่นน้อง 1 ปี ผ่านตำแหน่งงานสำคัญๆ มา แม้อาวุโสน้อยกว่า พล.อ.ชาตรี แต่ตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องทำงานใกล้ชิดรัฐมนตรีกลาโหม เป็นเหมือนมือขวา และที่สำคัญคือประสานงานกับกองทัพ
“การเป็นรุ่นพี่ และรุ่นน้องจะประสานงานได้ง่ายที่สุดซึ่ง ในแวดวงทหารและตำรวจจะรู้ดี ซึ่งความอาวุโสก็ถือว่าสำคัญ ความอาวุโสของทหารและรุ่นทหารจะติดตัวกันไปจนตาย ดังนั้น การที่ผมเลือกรุ่นน้องก็เน้นการประสานงานและความร่วมมือ ซึ่งพล.อ.ทนงศักดิ์ มีคุณสมบัติครบ และเหลืออายุราชการเพียงปีเดียว สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่า ไม่มีบัญชีรายชื่อนายทหารในการนำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการนั้น ตามกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติไม่ได้บังคับว่าต้องมีบัญชีรายชื่อประกอบการพิจารณาทุกครั้ง แต่ในการประชุมครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 ยืนยันว่า มีบัญชีรายชื่อครบถ้วนถูกต้องจำนวน 811 มีรายชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงฯ” พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
จากนั้น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ได้นัดประชุมเพื่อแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 15 กันยายน และนัดลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล ในวันที่ 16 กันยายนนี้

