หลังผ่าน “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 16 ล้าน การเคลื่อนไหวในทางการเมืองก็ดำเนินไปด้วยความคึกคัก
ถามว่า “เป้าหมาย” คืออะไร
ตอบได้เลยว่า เพื่อนำไปสู่ “ภูมิทัศน์” ใหม่ในทางการเมือง เพื่อสนองต่อยุทธศาสตร์ในการสืบทอดอำนาจด้วยความราบรื่น
ตัวอย่างที่เห็นเหมือนกับดำเนินไปอย่างด้านเดียว
นั่นก็คือ ด้านที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาขับเคลื่อน “พรรคประชาชนปฏิรูป” ด้านที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประสานเสียงกับนายวิทยา แก้วภราดัย กระชับพื้นที่พรรคการเมือง กระชับพื้นที่ในการเลือกตั้ง
1 ถอดความสำเร็จและความจัดเจนมาจาก “ประชามติโมเดล” 1 เดินหน้ามอบบทบาทให้ “คสช.” มอบบทบาทให้ “มหาดไทย”
กระนั้น อีกด้าน 1 ก็ดำเนินการ “กำจัด” และสร้าง “พื้นที่” ใหม่ในทางการเมือง
พลิกไปหน้า 120 ของหนังสือ “พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542” สดมภ์ 2 บรรทัดที่ 1 นับจากด้านบน
กำกัด ก.จำกัดเข้า จำกัดให้แคบเข้า
คล้ายกับกระบวนการ “กำกัด” จะเห็นได้ชัดจากกรณีของพรรคเพื่อไทย จากกรณีของ นปช.คนเสื้อแดง ที่ถูกตีวงให้เข้าไปอยู่ใน “กรอบ” ที่แน่นอน 1
เห็นได้จากกระบวนการ “ถอดถอน”
ไม่เพียงแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะโดน หากนายประชา ประสพดี ก็โดน และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ยิ่งกว่านั้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็กำลัง “เข้าคิว”
ทั้งนี้ แทบไม่ต้องกล่าวถึงกรณีที่
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ
ต้องเข้าไปอยู่ในคุกเป็นเวลา 1 ปี
ขณะเดียวกัน บรรดาแกนนำ นปช.ก็อยู่ระหว่างถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นต่อสำนักงานอัยการสูงสุดให้ทำเรื่องขอถอนประกันในคดีก่อการร้าย
เป็นคดีเก่าตั้งแต่สถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
กระนั้น หากยึดกุมคำกล่าวของ คสช.ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา เหล่านี้อยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมาย ผ่านกลไกอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ
และผลอันตามมาก็คือ ก่อให้เกิด
“ภูมิทัศน์” ใหม่ในทางการเมือง
ภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมืองเช่นนี้ดำเนินไปเช่นเดียวกับมาตรการยุบพรรค
ไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 และมาตรการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551
เพียงแต่ในขณะนี้ยังไม่มี “เค้า” ลางเหมือนพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน
พรรคเพื่อไทยอันเป็น “อวตาร” แห่งพรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย อาจยังดำรงคงอยู่ แต่ก็เป็นการดำรงคงอยู่อย่างกะปลกกะเปลี้ย
เพราะหากแกนนำพรรคไทยรักไทยเป็น
แถวที่ 1 เพราะหากแกนนำพรรคพลังประชาชนเป็นแถวที่ 2
ชะตากรรมอันเกิดขึ้นกับแกนนำและองค์ประกอบของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ย่อมกระทบต่อสถานะและการดำรงอยู่ของแถวที่ 3
นี่เป็น “บทเรียน” อันได้มาจากรัฐประหารใน “อดีต” เหมือนกับรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและการทุจริตของรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจ
เหมือนกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ที่มีการจัดตั้ง “คตส.”
เป้าหมายเป็นอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ เพื่อบั่นทอน และ “กำกัด” บทบาทของอดีตรัฐมนตรี ของบรรดานักการเมือง
เพื่อนำไปสู่ “ภูมิทัศน์” ใหม่ ก่อน “การเลือกตั้ง”
เพียงแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีความหนักแน่นจริงยิ่งกว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 เท่านั้น
ถามว่าเบื้องหน้ามาตรการ “กำกัด” พื้นที่พรรคเพื่อไทย เพื่อก่อให้เกิด
“ภูมิทัศน์” ใหม่ทางการเมืองเช่นนี้ พรรค
การเมืองอื่น นักการเมืองอื่นรู้สึกอย่างไร
เหมือนกับคำตอบจะคือ ความเห็นอกเห็นใจ
แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ ตรงกันข้าม นักการเมืองหลายคน พรรคการเมืองหลายพรรค กลับติดตามมาตรการเหล่านี้อย่างรอคอย
รอคอยการเข้าไปแทนที่และแสดงบทบาทอย่างสอดรับกับสถานการณ์

