หน้าแรก การเมือง ข่าวหน้า1 . เ...

ข่าวหน้า1 . เร่งตั้ง”33 สนช.” “ผบ.พล”ตบเท้า เข้าสภา-ยึดโควต้าอื้อ90%

11.09.16 | 11:10 น.

เร่งตั้ง”33สนช.” “ผบ.พล”ตบเท้า เข้าสภา-ยึดโควต้าอื้อ90% แม่ทัพ-บิ๊กตร.-นายพลใหม่ วันชัยย้ำสว.ชงชื่อนายกได้ พณ.แย้มฟันอีก10คดีข้าว คนใกล้ชิด’บิ๊กป้อม’แย้มชื่อ สนช.ใหม่เป็นทหาร 90% ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าหน่วยคุมกำลัง สปท.-สนช.ย้ำ ส.ว.มีสิทธิชงชื่อนายกฯ ส่งความเห็นให้ศาล รธน. 12 ก.ย. โฆษก กรธ.แนะถามประชาชนตอนลงประชามติคิดอย่างไร


แต่งตั้ง 33 สนช.ใหม่-ทหาร90%

เมื่อวันที่ 10 กันยายน แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะแต่งตั้งเพิ่มอีก 30 คน หลังมีการแก้ไขมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว)

พ.ศ.2557 ว่า สนช.ที่แต่งตั้งเพิ่มมี 30 คน รวมกับที่ว่างอยู่ 3 คน รวมเป็น 33 คน ส่วนใหญ่เป็นนายทหารถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเป็นบุคคลระดับผู้บังคับหน่วยคุมกำลังสำคัญๆ อาทิ พ.อ.เจริญชัย

Advertisement

หินเธาว์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รอง ผบ.พล.ร.2 รอ.) ที่จะขยับเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. พ.อ.วุฒิชัย นาควานิช รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (รอง ผบ.พล.ร.9) ที่จะขยับเป็น ผบ.พล.ร.9 หลังที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา รวมถึง พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้

ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ด้วย นอกจากนี้ ยังมีผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาค ที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ และยังไม่ได้เป็นสนช. ได้แก่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ว่าที่ มทภ.4 พล.ต.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ว่าที่ มทภ.3 ส่วนของหน่วยอื่น มีอาทิ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. นอกจากนี้ ยังมีโควต้าของเหล่าทัพอื่นๆ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการ

‘บิ๊กจิน’พร้อมช่วยงาน’บิ๊กฉัตร’

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าได้มีการประสานการทำงานกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียบร้อยแล้วผ่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ที่ได้เดินทางเข้ามาทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับมอบนโยบายจากตนเรียบร้อยแล้ว โดยได้มีการชี้แจงโครงสร้างการทำงาน รวมถึงอธิบายว่ามีงานสำคัญที่จะต้องดำเนินการต่อกี่ด้าน “ความจริงผมอยากจะช่วย พล.อ.ฉัตรชัยมากกว่า เพราะท่านไม่มีรัฐมนตรีช่วยฯ และผมก็ทำหน้าที่รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่แล้ว และที่ผ่านมาเมื่อผมเดินทางไปต่างจังหวัดก็ได้เห็นการทำงานของภาคการเกษตร จึงเข้าใจการทำงานดี ถือว่าไม่ได้หนักใจเป็นความดีใจมากกว่าที่จะได้เข้ามาช่วยงาน” พล.อ.อ.ประจินกล่าว

กรธ.ระดมความคิดเห็น28ก.ย.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการเปิดเวทีให้สมาชิกพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมือง ว่าหากสมาชิกพรรคการเมืองคนใดแสดงความจำนงอยากเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นก็สามารถยื่นมาได้ โดย กรธ.ได้กำหนดวันเวลาและสถานที่ไว้เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายไว้ประมาณวันที่ 28 กันยายนนี้ ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และวันดังกล่าวอาจจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการเลือกตั้ง ส.ว. แต่ต้องดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง

นายชาติชายกล่าวต่อว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นวันที่ 28 กันยายนนี้ ทาง กรธ.จะทำหนังสือเชิญสมาชิกพรรคการเมืองให้มาเข้าร่วม แต่จะเชิญในนามพรรคไม่ได้ เพราะยังติดคำสั่ง คสช.ที่ห้ามประชุมพรรค โดยวันดังกล่าวจะมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. จะมากล่าวเปิด และร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วย ทั้งนี้ หากวันที่ 28 กันยายน ยังมีอะไรที่ยังค้างคาอยู่ก็อาจจะจัดเวทีในลักษณะแบบนี้ได้อีก ไม่ใช่จัดแค่เพียงวันเดียว
ยังไม่เคาะปมกกต.จังหวัด

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.) ให้ยกเลิก กกต.จังหวัด ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย กกต. ว่าจากการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. พบว่ากกต.จังหวัด (กกจ.) ยังมีส่วนสำคัญต่องานกำกับและตรวจสอบการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ เนื่องจาก กกต.ส่วนกลางไม่สามารถดูแล หรือลงพื้นที่เลือกตั้งได้ครบทุกจังหวัด หรืออย่างทั่วถึงได้ ส่วนที่มีข้อครหาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกจ.ไม่เป็นกลางนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องนำกลับมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นไม่มีข้อสรุปต่อประเด็นดังกล่าวว่าจะให้มีหน่วยงานของ กกจ.ไว้แบบเดิม หรือปรับเปลี่ยนในส่วนของบุคคลที่เข้าไปทำหน้าที่

สปท.นัดถกกม.ลูก2ฉบับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวว่า สปท.จะส่งความเห็นและรายงานการประชุมเรื่องคำถามพ่วงให้ศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 12 กันยายนนี้ หากทุกฝ่ายยึดหลักความจริงและยึดเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติเป็นสำคัญ การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงจะไม่มีปัญหาในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด นอกจากนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป สปท.จะเริ่มประชุมระดมความเห็นสมาชิกเพื่อสรุปส่งให้ กรธ.พิจารณา

“วันที่ 12 กันยายนนี้ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จะนำเสนอรายงานเรื่องข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทยอยพิจารณาในโอกาสต่อไป” นายอลงกรณ์กล่าว

ส่งเหตุผลให้ศาลรธน.12กย.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสื่อขอเหตุผลและหลักการของคำถามพ่วงประชามติมาที่เเม่น้ำ 3 สายว่า โดยรวมแล้วหลักการคงไม่เปลี่ยนจากเดิม แต่ถ้าจะดูถึงเหตุผล ต้องนำหลักการวันที่ 12 เมษายนที่ สปท.มติส่งเหตุผลการมีคำถามพ่วงไปให้ สนช.มาประกอบว่าเป็นอย่างไร แล้วนำส่งไปให้ศาลพิจารณาด้วย

นายเสรีกล่าวว่า ตอนนั้น สปท.การเมือง ไม่เห็นด้วยกับร่างของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เรื่องบทบัญญัติที่มานายกฯ ที่ว่าบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ ต้องมาจากบัญชีรายชื่อ 3 คนของพรรคการเมืองเสนอมาเท่านั้น เมื่อไม่เห็นด้วย จึงนำไปสู่หลักการการมีคำถามพ่วง โดยเสนอให้ ส.ว.เข้าไปมีส่วนให้ได้มาซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ และเห็นชอบให้ ส.ส.และ ส.ว ร่วมกันเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ

“ศาลรัฐธรรมนูญท่านต้องดูร่างแก้ไขที่ กรธ.ปรับและเสนอไปยังศาล สอดคล้องกับหลักการของคำถามพ่วงหรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วน สปท.ต้องส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายของสมาชิกไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทราบที่มาที่ไป ต่อเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงดังกล่าว คาดว่าประธาน สปท.จะส่งหนังสือกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 12 กันยายนนี้” นายเสรีกล่าว

@ ‘เสธ.อู้’ปัดพูดชงชื่อนายกฯขัด

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท. กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมประเด็นที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นหลักการและเหตุผลที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญคือ ในช่วง 5 ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้นายกฯต้องมาจากความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา

“ผมไม่ได้พูดชัดเจนถึงขั้นว่า สปท.ไม่มีเจตนารมณ์ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ แค่บอกว่า ประเด็นให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯไม่ได้อยู่ในตัวหนังสือตามที่เป็นมติจากที่ประชุม สปท. อย่างไรก็ตามต้องไปดูคำอภิปรายในวันที่ สปท.มีมติส่งคำถามพ่วงดังกล่าวว่ามีสมาชิก สปท.คนใดอภิปรายในลักษณะให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯหรือไม่ ถ้ามีผู้อภิปราย อาจพอตีความได้ว่าอยู่ในเจตนารมณ์ของ สปท. แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ถือว่าเป็นเจตนารมณ์ สปท. ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมประเด็นอยู่” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว

‘วันชัย’ย้ำมีสิทธิโหวต-เสนอชื่อ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. กล่าวว่า เป็นผู้เสนอญัตติคำถามพ่วงประชามติต่อที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 1 เมษายนว่า ในช่วง 5 ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้นายกฯต้องมาจากความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา จนที่ประชุม สปท.เห็นชอบคำถามพ่วงที่เสนอ เจตนารมณ์ในคำถามพ่วงดังกล่าวชัดเจนว่า ในช่วง 5 ปีแรก ให้นายกฯมาจากการพิจารณาร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งหมายถึงให้นายกฯมาจากการโหวตและเสนอชื่อจาก ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งไม่ได้กระทบบทหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะให้เป็นเพียงบทเฉพาะกาล 5 ปีเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะไปรวบรวมความเห็นการอภิปรายของสมาชิก สปท.แต่ละคนในวันที่ 1 เมษายน เพื่อเรียบเรียงส่งเป็นความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

สนช.ยันส.ว.ชงชื่อก๊อก2

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า กมธ.ได้นำเอกสารบันทึกการประชุม สนช. เพื่อลงมติเรื่องคำถามพ่วงประชามติ การลงพื้นที่ของ สนช.ชี้แจงคำถามพ่วง มารวบรวมเรียบเรียงสรุปเป็นประเด็นที่สั้น กระชับ ง่ายต่อการเข้าใจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมคือ การให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมโหวตนายกฯ ได้ตั้งแต่รอบแรก และ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ หากไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมาในรอบแรกได้ เป็นหลักการเดิมไม่มีอะไรแตกต่างจากที่เคยไปชี้แจงเจตนารมณ์ให้ กรธ.ทราบ เพราะ สนช.ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

‘กรธ.’โยนถามปชช.ตีความ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวถึงการรวบรวมประเด็นตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติของ สนช.และ สปท. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความคิดเห็นชอง สนช.และ สปท.แตกต่างจาก กรธ.อยู่แล้ว เพราะตาม

ร่างฯที่ กรธ.เขียนคือ ให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกฯจากรายชื่อที่เสนอให้ กกต. แต่หากเลือกกันไม่ได้ก็ให้ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อปลดล็อกนายกฯคนนอก ส.ว.ไม่ได้มามีส่วนร่วมโหวตและเสนอชื่อเลย

นายชาติชายกล่าวว่า เมื่อมีคำถามพ่วงเพิ่มเข้ามา ปัญหาคือการตีความขอบเขตของคำถามพ่วงเป็นอย่างไร กว้างหรือแคบขนาดไหน ตรงนี้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ผลจะออกมาอย่างไร กรธ.พร้อมที่จะทำตาม หากศาลจะวินิจฉัยให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาก็คือสังคมจะรับได้หรือไม่ ต้องไปถามประชาชนและรับฟังประชาชนบ้างว่าตอนที่ลงมติผ่านคำถามพ่วง ประชาชนตีความว่ายังไง

‘มาร์ค’ค้านยุบพรรคบอยคอต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของ กกต.ที่ให้พรรคส่งนโยบายให้ กกต.พิจารณาก่อนใช้หาเสียงว่า เห็นด้วยที่จะให้พรรคการเมืองมีรายละเอียดที่ชัดเจนในส่วนของนโยบาย โดยเฉพาะการเสนอนโยบายที่ไม่มีคำตอบได้ว่างบประมาณมาจากไหน หรือผลกระทบกับทุกด้านเป็นอย่างไร เห็นว่าควรที่จะเข้มงวดส่วนนี้มากขึ้น ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า กกต.ไม่น่าจะอยู่ในฐานะที่จะวินิจฉัยได้ว่านโยบายจะเป็นได้จริงมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงข้อเสนอของ กกต.ที่ให้พรรคที่บอยคอตการเลือกตั้งต้องสิ้นความเป็นสภาพพรรคการเมืองทันที นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหรือไม่นั้น ถือว่าเป็นสิทธิของพรรคการเมือง ทั้งนี้ ยังยืนยันในหลายกรณีว่าพรรคการเมืองยังมีความชอบธรรมในเรื่องนี้ แต่การขัดขวางการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ฉะนั้นตรงนี้ต้องดูกันอย่างรอบด้าน ว่าปัญหาก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจากอะไร และไม่แน่ใจว่าหากกำหนดเช่นนี้ แล้วมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครเพียงคนเดียว จะถือว่าส่งผู้สมัครหรือไม่

‘ชัยเกษม’แนะให้ศาลตัดสิน

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของ กกต.ที่ให้พรรคการเมืองส่งนโยบายให้ กกต.พิจารณาก่อนใช้หาเสียงว่า มองว่า กกต.ไม่ควรมายุ่งกับนโยบายของพรรคการเมือง ทั้งนี้ คงต้องดูในกฎหมายลูกที่ กรธ.กำลังดำเนินการอยู่ หากต้องส่งนโยบายพรรคเพื่อให้ กกต.เห็นชอบก่อนหาเสียงคงเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก ไม่มีใครทำกัน เพราะจะเกิดความวุ่นวาย เกิดการถกเถียงระหว่างพรรคการเมืองและ กกต.ว่าทำได้หรือไม่ อาจใช้ระยะเวลา แล้วเมื่อไหร่จะได้เลือกตั้ง

นายชัยเกษมกล่าวว่า ถ้ามีการออกกฎหมายที่ยอมรับผ่านสภาฯให้ กกต.ทำได้ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ควรมีขอบเขตที่ชัดเจนว่านักการเมืองเสนอเรื่องอะไรได้หรือไม่ได้ ส่วนข้อเสนอของ กกต.ที่เสนอให้พรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้งต้องสิ้นสภาพพรรคการเมืองทันทีนั้น ตามปกติหากพรรคการเมืองทำเช่นนี้เท่ากับฝ่าฝืนกฎหมายกติกา แต่ไม่ควรให้ กกต.เป็นผู้ชี้ขาด ควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณา หากให้ กกต.ทำจะฟ้องร้องไม่จบสิ้น

ซัดแนวคิดรีเซตรายชื่อสมาชิก

นายชัยเกษมยังกล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เห็นด้วยกับแนวคิดรีเซตรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองว่า ต้องดูว่านายมีชัยจะรีเซตในรูปแบบใด จะให้สมัครใหม่หรือไม่ ก็เหมือนกับการเซตซีโร่พรรคการเมือง แต่มาเซตซีโร่สมาชิกพรรค ซึ่งคงจะทำให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน ทั้งนี้การจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมีและมีรายชื่ออยู่แล้ว ใครอยากเข้าออกเป็นเรื่องของเขา หากจะดูว่ามีรายชื่อซ้ำซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ไม่ควรที่ทุกคนจะต้องมาเข้าชื่อเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวาย ทำประชาชนเดือดร้อนและเบื่อหน่ายการเมืองได้

‘เสี่ยตือ’แนะขอใช้ชื่อพรรคเก่า

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า อยากเสนอว่า ชื่อพรรคที่ถูกยุบไป และสมาชิกพรรคถูกลงโทษแล้ว ซึ่งพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลไม่ได้กระทำความผิด แต่คนที่กระทำความผิดพอพ้นจากการถูกลงโทษ 5 ปีก็สามารถลงสมัครผู้แทนได้ แต่อยากถามว่า แล้วชื่อพรรคที่ถูกยุบไปทำไมคืนชื่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรเปิดโอกาสให้ใช้ชื่อพรรคเก่า และใช้สัญลักษณ์แบบเก่าได้ ภายใต้โครงสร้างพรรคใหม่ได้ ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส.อยากให้มีการคัดเลือกคนสมัคร ส.ส. ให้ดำเนินการแบบเดิม ไม่ใช่แบบที่กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่เช่นนี้ “อยากให้ กรธ.รับฟังสิ่งที่นักการเมืองในฐานะผู้เล่น และผู้มีประสบการณ์มานานว่าพวกเขาคิดเห็น และเสนออย่างไร ถ้า กรธ.ไม่เห็นด้วย หรือมีข้อโต้แย้งใดๆ ก็ต้องชี้แจงออกมาด้วยว่า ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร มีเหตุผลอย่างไร” นายสมศักดิ์กล่าว

ป.ป.ช.ทำกม.ลูกอุดช่องโหว่

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช.ว่า หลายเรื่องต้องทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงจะพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของ ป.ป.ช.ให้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยจะแก้กฎหมาย เพื่อให้เป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม และต้องการให้กฎหมายสร้างความเกรงกลัว เพื่อไม่ให้คนทุจริต โดยไม่ใช่เป็นการเพิ่มอำนาจ แต่การทำงานที่ผ่านมามีอุปสรรคและข้อขัดข้อง ถ้าปิดช่องโหว่ตรงนั้นได้ก็จะเป็นประโยชน์

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้จัดทำร่างกฎหมายลูกเสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกับคณะอนุกรรมการที่ กรธ.ตั้งขึ้น เพื่อพิจารณากันว่ากฎหมายลูกที่ร่างขึ้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ เบื้องต้นในกฎหมายลูกของ ป.ป.ช.ได้มีการเปลี่ยนหลักการไปจากเดิมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกรอบระยะเวลาในการพิจารณาแต่ละคดีที่จะต้องมีความรวดเร็วขึ้น โดยจะกำหนดกรอบระยะเวลาเอาไว้ชัดเจนว่าแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การแสวงหาข้อเท็จจริง การไต่สวน จะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร บางคดีมีความซับซ้อนจะต้องใช้เวลาเท่าไร

เร่งสอบทรัพย์5รมต.คดีข้าว

นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเชิงลึกของ 5 รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีดังกล่าวว่า มีบางรายดำเนินการเสร็จแล้ว และได้เสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ไปแล้ว และมีมติเห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวไปรวมกับคดีที่มีการร้องเรียนว่ามีการทุจริต โดยให้ถือว่าการตรวจสอบรายการบัญชีทรัพย์สินฯดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 2-3 ราย ล่าช้าจากกำหนดเดิมที่วางไว้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯตอนพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี จึงต้องตรวจสอบให้สมบูรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง

ป.ป.ช.สอบขยายผลอีก10คดี

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์คดีทุจริตขายข้าวจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า บริษัทสิราลัย (กีธา) และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง รวมมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการขายข้าวรัฐต่อรัฐตามที่ ปปง. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องขอ ซึ่งทราบว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลอีก 10 คดี ทั้งนี้ ในส่วนของ ป.ป.ช.ตรวจสอบและพบสำนวนใหม่ที่มีข้าราชการและนักการเมืองเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ ทางกระทรวงต้องเป็นโจทก์ร่วมในการยื่นเรียกค่าเสียหาย แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกชนจะมีกฎหมายและหน่วยอื่นดำเนินการ เช่น ศาล ปปง. ที่จะดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

‘วรงค์’แนะ’ปู’ตำหนิ’มนัส’

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พาดพิงถึงกรณีผลสรุปค่าเสียหายของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ในคดีทุจริตจำนำข้าวรั่วไหล และชี้ว่า ถ้ามีความเป็นกลางข้อมูลต่างๆ ไม่ควรจะรั่วไหลออกไปสู่คนข้างนอกว่า คิดว่าคงมีคนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ท่องบทมาพูด เลยสับสน เอาคำว่าความเป็นกลางมาใช้ปะปนไปหมด ซึ่งกรณีตัวเลขความรับผิดทางแพ่ง ถ้าพูดถึงความเป็นกลาง ประธานกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งโดยนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ต้องอธิบายสังคมให้ได้ว่าเพราะเหตุใดกรรมการชุดนี้ถึงคิดค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ จาก 2.86 แสนล้านบาท เหลือ 1.78 แสนล้านบาท และคิดเพียง 20% เหลือเพียง 35,717 ล้านบาท ถ้าอธิบายได้ ทุกคนก็รับฟัง

นพ.วรงค์กล่าวว่า การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดของนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปตัวเลขและส่งต่อให้กรรมการชุดนายมนัส ก็ได้สอบสวนและกำหนดค่าเสียหายสำหรับกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ 2.86 แสนล้านบาท เป็นการกำหนดความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มิใช่เป็นการสอบความรับผิดของบุคคลหลายคน รวมถึงบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดด้วย จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ในหนังสือของกระทรวงการคลัง ที่คิดค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียง 20% ดังกล่าวมาปรับใช้ได้

“คนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องตำหนิว่าไม่เป็นกลาง ควรจะเป็นนายมนัส และคณะกรรมการที่ทำให้คนเข้าใจว่ามีความพยายามจะช่วยเหลือลดค่าเสียหายให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์” นพ.วรงค์กล่าว

‘ตู่’ขอคนปราบโกงส่องตัวเอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่าเห็นว่าคนในรัฐบาลชุดนี้ไร้ความเสมอภาคและความยุติธรรมกับการทำหน้าที่ปราบโกง ยิ่งไปแสดงออกในโครงการเปิดไฟไล่โกงที่สนามหลวง แต่แกนนำเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ภาคเอกชนบางคนยังเกี่ยวข้องกับข้อหานำชิ้นส่วนรถยนต์จากต่างประเทศเข้าประเทศโดยสำแดงภาษีเท็จ ทำให้ประเทศเสียหายกว่า 4 หมื่นล้านบาท กลับถูกแต่งตั้งให้เป็นคนปราบโกง นอกจากนี้ คสช.ยังตั้งให้เป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำให้ดีเอสไอทำคดีชิ้นส่วนรถยนต์ไม่มีความคืบหน้า “คนทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ควรนำกระจกไปติดตั้งที่ ป.ป.ช. และเครือข่ายปราบโกง เพื่อให้ส่องดูว่าตัวเองได้โกงอำนาจ โกงความยุติธรรมหรือเปล่า หากทำเสียเองแล้ว ย่อมทำให้บ้านเมืองเสียร้ายแรงยิ่งขึ้น ถึงขั้นประเทศสิ้นชาติได้” นายจตุพรกล่าว

‘วรชัย’ขอผบ.ทบ.อย่าปฏิวัติ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่ว่า มองว่าไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่เมื่อมารับตำแหน่งผู้นำรั้วของชาติแล้ว ประชาชนคาดหวังให้เข้ามาดูแลประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการทำรัฐประหารนั้น ผบ.ทบ.เป็นส่วนสำคัญที่สุด ดังนั้น เมื่อเข้ามาแล้วก็ขอให้ยึดมั่นในการเป็นกองทัพแห่งชาติ เพื่อประชาชน อย่านำกองทัพมายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็แล้วกัน ขอให้การยึดอำนาจในรุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นรุ่นสุดท้าย นอกจากนี้ ขอให้ดำเนินการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง และขอให้สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง