‘ยิ่งลักษณ์’ ย้อน 10 ปีเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ภูมิใจขึ้นเป็นนายกฯหญิง ด้วยเสียงประชาชน

3.07.21 | 15:34 น.

ยิ่งลักษณ์ ย้อน 10 ปีเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ภูมิใจขึ้นเป็นนายกฯหญิง ด้วยเสียงประชาชน 

วันนี้ (3 ก.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวีตขอบคุณในวันครอบรอบ 10 ปี ชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ว่า “ขอบคุณทุกๆ คะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจให้ดิฉันและพรรคเพื่อไทย จนนำมาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตยในวันนั้นนะคะ ด้วยความภาคภูมิใจตราบจนวันนี้ค่ะ”

ทั้งนี้ เพจ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ย้อนชัยชนะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 10 ปีก่อน ความว่า “เพียง 49 วันหลังเปิดตัว ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 สู้ศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ วันนั้น 3 กรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ด้วยการลงคะแนนเลือกตั้งจากประชาชน 15,744,190 เสียง ทำให้มี ส.ส.ในสภา 265 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภา ส่ง ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ในวัย 44 ปี เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ยืนยันการเป็น ‘รัฐบาลของประชาชน’ ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค (ไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทย) ไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง

ในช่วง 49 วัน ก่อนการเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกจับตามองทั้งในฐานะ ‘ผู้นำหญิง’ และ ‘น้องสาวคนเล็ก’ ของตระกูลชินวัตร แม้จะต้องเจอกับคำสบประมาทหลายอย่างจากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ ‘ยิ่งลักษณ์’ ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างเด็ดขาดด้วยการยอมรับจากประชาชนทั่วประเทศอย่างล้นหลาม จนเป็นกระแส #ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ ที่พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อมั่น ในแนวนโยบายและทิศทางของผู้นำที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประชาชนในเวลานั้น

แนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เพิ่มเงินเดือนพื้นฐานผู้จบปริญญาตรีที่ 15,000 บาท, พักหนี้เกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยอย่างน้อย 3 ปี, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ไปจนถึงนโยบายที่ขยายโอกาสให้ประชาชนในทุกระดับ เช่น กองทุนหมู่บ้าน, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, กองทุน SML ไปจนถึงนโยบายสำคัญทางการเมืองที่ถูกจับตาและได้รับการผลักดันเป็นนโยบายหลักในการสร้างความปรองดอง ‘แก้ไข ไม่แก้แค้น’ ที่มีเจตนาหลักในการตอบสนองการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีนโยบายพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ ที่ได้ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนและมุ่งมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อยกระดับสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังทำไม่ได้ เนื่องจากถูกรัฐประหาร คสช. ที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียก่อน ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งจะให้บริการทั้งการขนส่งผู้โดยสาร สินค้าและบริการ, เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า 10 สายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าคิดค่าบริการ 20 บาทตลอดสาย

Advertisement

ด้วยนโยบายที่โดดเด่นเหล่านี้ ส่งให้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชน และมี ส.ส.ถึง 265 คนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม ร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน, พรรคพลังชล, พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่

3 กรกฎาคม 2554 คือวันที่ประชาชนได้สิทธิเสียงคืนมาและได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกครั้ง ส่งให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง และได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งตลอดเวลา 2 ปี 275 วัน ก่อนที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำคณะทำรัฐประหารล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในปี 2557″