‘สันติธาร เสถียรไทย’ เขียนบทความ ถึงเวลาที่เราควรมี ‘วัคซีนtracker แห่งชาติ’? 

5.07.21 | 12:19 น.

‘สันติธาร เสถียรไทย’ เขียนบทความ ถึงเวลาที่เราควรมี “วัคซีนtracker แห่งชาติ”? 

วันนี้ (5 ก.ค.) นายสันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ผู้เขียนหนังสือ Futuration ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง ถึงเวลาที่เราควรมี “วัคซีนtracker แห่งชาติ”? ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยระบุว่า


“ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยจำนวนมากกำลังสับสนงุนงงเรื่องวัคซีน เท่าที่ผมได้อ่านจากข่าว โซเชียล และลองคุยกับคนรู้จัก คำถามที่เห็นบ่อยๆคือ

ทำไมวัคซีน mRNA ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่า มีประสิทธิผลมากที่สุดในการหยุดการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เช่น สายพันธุ์เดลต้า ถึงได้มายากเย็นเหลือเกิน

ไม่ว่า จะเป็นของ Pfizer หรือ Moderna ตกลงมันติดอยู่ตรงไหนแน่ ใครรับผิดชอบ ทำไมขั้นตอนมันดูซับซ้อนจัง

Advertisement

ทำไมต้องรอให้มีผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาพูดที่นึงแล้วถึงจะเกิดการขยับ (แล้วก็ดูเหมือนพอจะทำก็ทำได้!)

ทำไมแผนวัคซีนดูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และไม่มีการแจ้งให้ผู้คนทราบและเข้าใจ วางแผนชีวิตได้

แน่นอนทั้งหมดนี้อาจมีคำตอบที่มีเหตุมีผลอยู่ แต่ที่แน่ๆ คนจำนวนมาก และตัวผมเองไม่มีคำตอบเหล่านี้

และเอาจริงๆหลายคนที่ผมเห็นตั้งคำถามก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในรัฐบาลที่น่าจะเป็นผู้รู้ด้วยซ้ำ!

ผมเลยพยายามลองคิดดูว่ามันจะดีไหมหากเรามีเว็บไซต์ “วัคซีนtracker แห่งชาติ” เปิดเผยข้อมูลเรื่องกระบวนการจัดหาวัคซีนจนไปถึงการกระจายการฉีดที่คนทั้งประเทศติดตามดูได้

โดยอาจมีข้อมูลเหล่านี้

1.เรื่องซัพพลาย (การสั่งซื้อ ส่งมอบ)ไปถึงไหนแล้ว
การสั่งซื้อวัคซีนแต่ละประเภท/ยี่ห้อนั้นมันอยู่ที่ขั้นตอนไหนแล้ว
ใคร/หน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบขั้นตอนนั้นๆ
หน่วยงานนั้นกำลังทำอะไรอยู่
ขั้นตอนนั้นน่าจะใช้เวลาประมาณเท่าไร
จากข้อมูลเหล่านี้ประมาณการณ์ว่าควรจะได้ฉีดวัคซีนเหล่านี้ประมาณเมื่อไร

2. เรื่องการกระจายวัคซีน (เข้าใจว่ามีอยู่บ้างแล้ว)
อัพเดทเรื่องยุทธศาสตร์การกระจายวัคซีนฉีดล่าสุดว่าจะฉีดกลุ่มไหนเป็น Priority อย่างไร (กลุ่มเสี่ยง กลุ่มอายุ ตามพื้นที่?)
ในยุทธศาสตร์นี้ฉีดไปถึงไหนแล้ว (เข้าใจว่าตรงนี้มีประกาศอยู่บ้างแล้ว)
ถ้าเป็นไปได้ไปเอาข้อมูลด้านซัพพลายของวัคซีนตรงนี้ไปโยงต่อกับการประมาณการณ์ว่าเราจะฉีดวัคซีนได้โดยเฉลี่ยวันละกี่คนใน 3-6เดือนข้างหน้า (เช่น เราจะได้รู้ว่าหากวัคซีนบางส่วนมาช้ากว่าที่คาด อัตราการฉีดที่เคยประกาศไว้จะทำได้หรือไม่อย่างไร)
ฯลฯ

โดยเฉพาะการติดตามเรื่องของซัพพลาย (ข้อ 1) ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นคอขวดสำคัญ

ยกตัวอย่างล่าสุด พอมีโรงพยาบาลเอกชนท้วงว่าทำไมรัฐบาลไม่ยอมเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนmRNA จึงมีทางสำนักอัยการสูงสุดออกมาแจง;jkยังไม่เคยมีสัญญาซื้อขายวัคซีนโมเดอร์นาส่งมาให้ตรวจ แล้วทางองค์การเภสัชกรรมจึงออกมาอธิบายว่าที่ผ่านมายังไม่ได้เซ็นสัญญาเพราะอะไร (ดูลิงก์ข่าวในคอมเมนท์ด้านล่าง)

ซึ่งไม่ว่าจะเข้าใจหรือเชื่อคำอธิบายดังกล่าวหรือไม่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการต้องรอจนมีคนโวยและออกมาอธิบายทีหลังแบบต่างคนต่างพูดนั้นมันทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลเสื่อมลงไปแล้วและอาจทำให้คำอธิบายไม่มีน้ำหนัก

นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่า คนตามข่าวไม่ได้ตามตลอด พอข่าวออกทีแก้ข่าวทีคนก็สับสน ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ตัวเองฟังเป็นข้อมูลอัพเดทหรือยัง

ดังนั้น วัคซีนTracker ตัวนี้ควรมีทั้งเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลอัพเดตตลอด (Dashboard) และมาอยู่ในส่วนหนึ่งของการสื่อสารของศบคทุกๆ วัน (หรือทุก 2-3 วันก็ได้) สื่อต่างๆ สามารถตามได้จากแหล่งเดียวกัน คนทั่วไปจะรอฟังศบคหรือไปเช็กเว็บไซต์ก็ได้

เปรียบเทียบกับตัวอย่างใกล้ตัวก็เสมือนกับเวลาเราสั่งอาหารฟู้ดเดลิเวรีก็จะมีการ Tracker บอกให้ว่าร้านรับออเดอร์หรือยัง อยู่ขั้นตอนไหน ใครเป็นคนส่ง ให้ผู้บริโภคติดตามดูได้

หรือเสมือนในบริษัทใหญ่ก็จะมีระบบโปรเจ็กต์ tracker ภายในที่ละเอียดเพื่อติดตามว่าโครงการนั้นๆ มันไปอยู่ที่หน่วยงานของใครแล้ว ติดที่ไหนเพราะอะไร เพื่อให้ผู้บริหารตามถูก

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละองค์กรที่กำลังทำขั้นตอนนั้นๆ ชัดเจนขึ้น (Accountability)

ทั้งยังช่วยคน ธุรกิจและองค์กรต่างๆจะได้วางแผนชีวิต บริหารความเสี่ยงถูกด้วย (เช่น หากเห็นว่าขั้นตอนมันไปติดอยู่ตรงจุดที่เราควบคุมไม่ได้จริงๆจะได้ไม่ต้องรอลมๆ แล้งๆ)

อาจได้เวลาแล้ว หรือไม่ที่เราควรจะมี Tracker เช่นนี้สำหรับเรื่องวัคซีนซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เป็น “อาวุธ” ที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับไวรัสที่ตอนนี้กำลังคร่าชีวิตคนทุกวันทั้งทางตรงและทางอ้อม (ทั้งจากปัญหาโรงพยาบาลเต็ม ปัญหาเศรษฐกิจและความเครียด ฯลฯ)

หากรัฐบาลไม่ทำอีกไม่นานภาคประชาชนอาจทำ Tracker ตัวนี้ขึ้นมาเอง (หรือมีแล้ว?) โดยรวบรวมจากข้อมูลที่หาได้ทั่วไปซึ่งอาจถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งรัฐบาลเองก็คงไม่ต้องการเช่นนั้น

สุดท้ายผมได้เขียนในบทความผู้นำในยุคแห่งความไม่แน่นอน ว่า Trust (ความเชื่อถือ) คือ “ทุน” ที่สำคัญที่สุดของผู้นำ

เพราะหากขาด Trust ผู้นำขององค์กรหรือสังคมก็จะไม่สามารถโน้มน้าว รวมพลังและขับเคลื่อนคนให้มาช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันได้ เช่นเดียวกับธุรกิจที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้หากไม่มีเงินทุน

ในยามที่ Trust กำลังสั่นคลอน สิ่งหนึ่งที่อาจจะพอช่วยกู้มันกลับมาได้บ้างคือ การแสดงความจริงใจด้วยการเพิ่มความโปร่งใสถึงขีดสุด (Transparency) ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินสถานการณ์

การสร้าง Transparency ก็เสมือนการมอบ Trust ให้กับประชาชน ว่าเขาจะใช้ข้อมูลนี้อย่างมีประโยชน์

หากผู้นำอยากได้ Trust กลับมา ก้าวแรกอาจต้องเริ่มจากการที่เชื่อถือคนในสังคมก่อนก็เป็นได้

ปล.อันนี้เป็นไอเดียที่เพิ่งคิดขึ้นมาอาจจะยังไม่ไฟนัล โดยอยากชวนทุกคนมาคิดกันต่ออย่างสร้างสรรค์นะครับ มีอะไรช่วยๆ แปะมาได้ครับ”