เป็นเรื่องธรรมดา หากหลายคนกังวลใจกับการเปิด “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เมื่อวันที่ 1 ก.ค.64
ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเกาะภูเก็ต สวรรค์ของนักเดินทางทั่วโลก ได้มีโอกาสมาสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามอีกครั้งโดยไม่ต้องกักตัว
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดระลอก 4 เช่นนี้ นับตั้งแต่ไวรัสสายพันธุ์เดลต้า หรืออินเดีย
สายพันธุ์นี้มีความเร็วและแรง คือแพร่ได้เร็ว และมีโอกาสป่วยรุนแรงสูง
ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตกำลังจะเกิดขึ้น
เดิมพันครั้งนี้สูงยิ่งนัก
แต่การเปิด “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้จากการท่องเที่ยวหล่อเลี้ยงภูเก็ตเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นยังมีความหมายหลากหลายแง่มุม
ทั้งในแง่กำลังใจ ให้คนภูเก็ตฮึด ลุกขึ้นสู้ในสถาน การณ์เลวร้ายเช่นนี้
เกิดความร่วมแรงร่วมใจของคนภูเก็ต ทุกภาคส่วนกัดฟันกันจับมือลุกขึ้นสู้กับไวรัสมหาภัย
เพราะสิ่งสำคัญคือ “ชีวิตต้องเดินต่อไป” โควิดคงไม่หมดจากโลกนี้ไปในเร็ววันนี้
มันอาจจะอยู่กับเราตลอดไป แต่เราจะอยู่กับมันอย่างไร
ระยะเวลาเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรจากมันไม่น้อย
ขณะเดียวกันมันก็เรียนรู้เราไปด้วยไม่น้อยเช่นกัน
จึงเป็นที่มาของการกลายพันธุ์ และก็จะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ เพราะไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมกลัวตายเหมือนกัน
แต่สิ่งสำคัญเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้
ไม่แปลกใจ เมื่อ 24 มิ.ย.64 ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์โดยนายกรัฐมนตรี ลี เซียน หลุง ของสิงคโปร์ ประกาศผ่านข้อความทางเฟซบุ๊กว่า
“เราไม่อาจขจัดไวรัสโควิดให้หมดไป แต่สามารถบริหารจัดการมัน ให้เหมือนที่เราทำกับไข้หวัดธรรมดาได้”
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังกล่าวถึงการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงต่างๆ
เพื่อร่างโรดแมปจะทำให้สิงคโปร์เปลี่ยนผ่านไปสู่ “ความเป็นปกติใหม่” หรือ “นิว นอร์มอล” (new normal) อย่างแข็งขัน
ดังนั้น “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” จึงเป็นการนำร่องไปสู่การเปิดประเทศในอนาคต
จะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตแบบ “นิว นอร์มอล” ในอีกระดับหนึ่ง
แม้ในทางปฏิบัติไม่ง่าย ในสถานการณ์โควิดกำลังระบาดรุนแรงขึ้น
การบริหารจัดการในระดับต่างๆ ทั้งนโยบายและปฏิบัติการ อาจจะยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง
ทั้งเรื่องวัคซีน เรื่องการใช้ชีวิต ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ถาโถมเข้ามา
แต่ถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องเดินต่อไปให้ได้ แม้ว่าอนาคตอาจจะเจอการแพร่ระบาดในพื้นที่รุนแรงเพิ่มขึ้น
ก็คงเหมือนไวรัสโควิดกลายพันธุ์ได้ เราก็เป็นสิ่งมีชีวิต
น่าจะปรับพฤติกรรมเป็น “คนกลายพันธุ์” เป็น “นิว นอร์มอล” เพื่อรับมือบ้าง
และถ้ายิ่งหากมีความร่วมแรงร่วมใจจากทุกคน เชื่อว่าถ้าจะมีปัญหาจนถึงขั้นต้องปิดพื้นที่กันอีกครั้ง
ปิดได้ก็เปิดได้ เพราะจะเกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่สู้กับโควิดได้ในรูปแบบ “นิว นอร์มอล”
สิ่งสำคัญคือต้องมีกำลังใจที่จะสู้ต่อ อย่าไปท้อแม้จะต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายใดๆ ก็ตาม
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

