‘วิลาศ’แฉเรือตรวจการณ์ กทม. ถลุงงบ 26 ล้าน พบพิรุธส่อฮั้วประมูล

11.09.16 | 17:09 น.

‘วิลาศ’แฉเรือตรวจการณ์ กทม. ถลุงงบ 26 ล้าน พบพิรุธกำหนดสเปกต่ำเอื้อประโยชน์ ส่อฮั้วประมูล

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรค ปชป. แถลงถึงปัญหาการทุจริตโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ของ กทม. ว่าสำนักเทศกิจของ กทม.ออกทีโออาร์ซื้อเรือสามลำ คือ ลำที่หนึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ไฟเบอร์กลาสความยาว 38 ฟุต ขนาดเครื่อง 250 แรงม้า ราคา 6.5 ล้านบาท ลำที่สองขนาดความยาว 45 ฟุต 300 แรงม้า ราคา 11 ล้านบาท ลำที่สามเป็นเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 450 แรงม้า ราคา 26.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนจะเจาะลึกว่ามีการฮั้วกันอย่างไร โดยเริ่มต้นจากการเขียนสเปกเอื้อประโยชน์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำทั้งที่ไม่มีเครื่องช่วยและติดกระจกรอบลำ ดูแล้วน่าจะเป็นเรือชมวิวมากกว่า โดยจากการตรวจสอบ พบว่าเรือที่มีราคาแพงที่สุดกลับมีการกำหนดทีโออาร์ที่ต่ำกว่าเรือที่ราคาถูกกว่า เช่น ในทีโออาร์ของสองลำที่ถูกมีการระบุว่าต้องมีประสบการณ์ต่อเรือไม่น้อยกว่าสิบปี แต่ลำที่แพงที่สุดกลับไม่มีข้อนี้

“การต่อเรือก็ผิดสัญญาเพราะไม่ใช่เรือสำเร็จรูปจากโรงงานภายในหรือต่างประเทศ แต่ไปต่อเรือที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่อเรือ ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และมีการรับมอบเรือแล้วแต่วิ่งจากอู่ต่อเรือจากแม่น้ำลพบุรีเข้ากรุงเทพฯระหว่างทางเกิดไฟไหม้ต้องลากกลับไปที่อู่ต่อเรือ ซึ่งยังจอดอยู่จนถึงทุกวันนี้เกือบหนึ่งปีแล้ว สภาพเรือพบว่าหลังคาเริ่มรั่วมีการนำซิลิโคลนไปยาเอาไว้ แม้แต่ป้ายชื่อเทศกิจ กทม. ก็เริ่มล่อนอีกทั้งมีสนิมขึ้น และยังมีการถอดเครื่องเรือไปโอเวอร์ฮอลล์ที่อู่มหาชัย จึงมีคำถามว่าเหตุใดเรือใหม่จึงเกิดไฟไหม้ในขณะที่จะหมดประกันภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ทราบมาว่าหลังจากตนเปิดประเด็นไปมีการขยายระยะเวลาประกันให้อีกหนึ่งปี ชัดเจนว่ามีการออกสเปกอ่อนเมื่อเทียบกับเรืออีกสองลำที่ราคาถูกกว่า ในเรือมีตู้เย็น ทีวี เคาน์เตอร์บาร์ มีลำโพง ไมโครโฟนไม่รู้ว่าเอาไว้ร้องคาราโอเกะหรือไม่ แต่ไม่เห็นมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำแต่อย่างใด” นายวิลาศกล่าว

นายวิลาศกล่าวต่อว่า นอกจากกำหนดสเปกอ่อนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนแล้ว ยังพบความเชื่อมโยงที่น่าจะส่อว่าเป็นการฮั้วประมูลตั้งแต่การเสนอราคากลางซึ่งมีบริษัทเอกชนห้าราย โดยพบว่ามีอย่างน้อยสองบริษัทเป็นบริษัทลูกของบริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง ที่ได้งาน กทม.มาอย่างต่อเนื่อง และเจ้าของบริษัทดังกล่าวคือบิดาของเจ้าของบริษัทแกรนด์ไลน์อินโนเวชั่นที่ได้รับงานต่อเรือลำละ 26.5 ล้านบาท สำหรับสองบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่งที่เป็นบริษัทคู่เทียบคือ บริษัท วาสติเอ็นจิเนียจำกัด มีผู้จัดการชื่อ น.ส.พลอยชนก ปานจับ โดยเอกสารที่ออกจากบริษัทนี้ออกจากบริษัทริเวอร์ทั้งหมด และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอสทีการช่างมีหุ้นส่วนที่มีอำนาจลงนามคือ หลานของผู้บริหารบริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง ทั้งนี้ จากพฤติกรรมจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง การหาคู่เทียบ ล้วนมีปัญหาและผิดกติกา จึงต้องเล่นงานยกเข่งเพราะดูเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อแปจะทำอะไรก็ได้ เรือลำละ 26.5 ล้าน จอดไว้เฉยๆ ทั้งที่ควรกระวีกระวาดนำมาใช้ เหมือนได้อะไรสมประโยชน์แล้วก็จอดทิ้งไว้เพราะไม่หวังเอามาใช้แต่หวังได้อย่างอื่นตอบแทนใช่หรือไม่ นี่เป็นเรือชุดอุ่นเครื่อง ยังมีเรืออีกชุดสามร้อยกว่าล้านที่จะนำมาเปิดเผยต่อไป โดยจะได้ส่งเรื่องเรือตรวจการณ์ที่มีปัญหาให้ ป.ป.ช.ต่อไป