‘นิ้วกลม’ เขียน เจนเนอเรชั่นที่บอบช้ำ จากสภาพสังคม-ศก.-ผู้มีอำนาจที่ทำตัวเป็นครูฝึก

6.07.21 | 19:00 น.

‘นิ้วกลม’ เขียน เจนเนอเรชั่นที่บอบช้ำ จากสภาพสังคม-ศก.-ผู้มีอำนาจที่ทำตัวเป็นครูฝึก

วันนี้ ( 6 ก.ค.)เอ๋’ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ นิ้วกลม นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง “เจนเนอเรชั่นที่บอบช้ำ” ผ่านเพจ Roundfinger โดยระบุว่า


“เพื่อนในเฟซบุ๊กของผมมีรุ่นน้องในวัย 20-35 ปีอยู่ไม่น้อย สัมผัสได้ถึงพลังความฝันและความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานมากมายตามเส้นทางที่ตัวเองถนัด จำนวนมากเป็นคนเก่ง ไม่ใช่เก่งธรรมดา แต่เก่งมาก หากมีพื้นที่และโอกาสเชื่อว่า เขาสามารถทำผลงานในระดับเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนเก่งๆ ในโลกนี้ได้เลย จะว่าไปในภาพรวมคนรุ่นนี้เก่งกว่าคนรุ่นผมอย่างเห็นได้ชัด

ช่วงสามปีมานี้ สิ่งที่พบเจอผ่านสเตตัสของเพื่อนรุ่นน้องสะท้อนอารมณ์ทำนองเดียวกันออกมา นั่นคือหมดแรง ท้อใจ เลยไปจนถึงสิ้นหวัง ผมคิดว่า ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง หากเกิดจากความรู้สึกสะสมที่ต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ การบริหารงานของรัฐบาล รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมาเนิ่นนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้เชื่อมโยงชีวิตตัวเองเข้าเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว

พวกเขาทราบดีว่า ตัวเองย่อมมีโอกาสในชีวิตที่ดีกว่านี้หากรัฐแห่งนี้ มีความเสมอภาคในเรื่องต่างๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง (ไม่ใช่ตัวแทนสว.) เข้าไปดำเนินนโยบายที่ส่งผลดีต่อคนวงกว้าง ไม่ใช่ทุนใหญ่ หากมีสวัสดิการสังคมที่ดี ค่ารักษาพยาบาล การศึกษา สิ่งเกื้อกูลทางปัญญาและชีวิตที่เป็นสาธารณะ พวกเขาจะไม่ต้องแบกรับภาระไว้บนบ่าหนักหนาแบบที่เป็นอยู่

Advertisement

แต่นั่นก็เป็นความหนักหนาเรื่องการดำเนินชีวิต ทว่าที่กัดกร่อนอยู่ข้างในดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับ ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีอำนาจในบ้านเมืองที่ให้ความรู้สึกเหมือนครูฝึกดุๆ ในค่ายฝึกวินัย ที่มีบุคลิกภาพไม่เปิดกว้างและไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่ผู้นำในโลกยุคใหม่ควรเป็น การตื่นเช้ามาเจอ ‘ครูฝึก’ แบบนี้ทุกวันก็บั่นทอนจิตใจของหนุ่มสาวในวัยก่อร่างความฝัน ยังไม่นับถึงการเปิดพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมในการคิด ฝัน และทำอย่างมีเสรีภาพ ถกเถียงกันในเรื่องที่ควรเถียง วิพากษ์วิจารณ์เพื่อปรับปรุงแก้ไข ซึ่งคับแคบเหลือเกิน

เหมือนดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้เมฆดำที่พร้อมจะมีฟ้าผ่าลงมาทุกเมื่อ หากทำอะไรไม่ถูกใจ หากฝันก็ฝันอยู่ภายใต้เมฆดำแห่งอำนาจนี้ ที่คนรุ่นนี้เศร้าก็เพราะไม่รู้ว่าจะออกไปจากเมฆยักษ์นี้ยังไง แล้วเมื่อไหร่จะเคลื่อนผ่านไป

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ช่วงเวลา 20-35 ปีเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตมีพลัง มีความฝัน และความคิดอยากสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ เราเรียนจบมา ทำงาน สะสมประสบการณ์มาถึงจุดหนึ่ง เราก็อยากแสดงพลัง ปล่อยแสง สร้างอาณาจักรให้เกิดขึ้นบนโลกและสังคมที่เราอาศัย

นี่คือวันวัยที่เป็นกำลังสำคัญของสังคม

จะน่าเสียดายแค่ไหนถ้าเราทำให้คนในวัยนี้ต้องบอบช้ำ หมดไฟ หมดพลังสร้างสรรค์ มากกว่านั้นคือจิตตกหดหู่ไปจนถึงซึมเศร้า กลายเป็นหัวใจที่มีบาดแผล

ตามข้อมูลมักบอกว่า เจนวายเป็นรุ่นที่ชีวิตไม่ง่าย เพราะเกิดมาในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนไว ข้อมูลล้นทะลัก การเปรียบเทียบผ่านโซเชียลมีเดีย แถมยังต้องแบกความคาดหวังของพ่อแม่และตัวเอง หากมองกันเฉพาะสังคมไทย เจนวายมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย เมื่อเผชิญสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้บวกกับโควิดเข้าไปอีก เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยจริงๆ

ในช่วงเวลาที่การงานและธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบ คนรุ่นนี้หลายคนที่กำลังไปได้ดีกลับต้องสะดุดลง งานที่กำลังทุ่มเทต้องหยุด กิจการคึกคักต้องปิด บางคนต้องเลิก บางทีมต้องแยกย้าย เมื่อหันไปมองการบริหารงานของภาครัฐในแต่ละวันก็ได้แต่ส่ายหัว กลุ้มใจ ไม่แปลกอะไรเลยที่เราจะได้เห็นคำด่ามากมายออกจากนิ้วของคนรุ่นนี้ (ซึ่งจะว่าไปก็ทุกรุ่นนั่นแหละ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่แก่กว่าก็อาจบ่นน้อยกว่านี้หากมองภาพรวม เพราะคนรุ่นนี้อยู่ในวัยที่มีฝัน มุ่งมั่น คาดหวังกับตัวเองได้ พวกเขากำลังสร้างโลกที่อยากเห็น แต่ดูเหมือนสิ่งแวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวยนัก)

เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่มีข้อสรุปใดๆ แค่รู้สึกเห็นใจและเสียดาย เวลาที่เห็นคนรุ่นนี้ต้องใช้พละกำลัง และหัวจิตหัวใจไปกับความเครียดรวมถึงปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อ และแม้อยากช่วยแก้ไขก็ไม่ได้รับอนุญาต จะถูกกล่าวหาเป็นเด็กดื้อ

บรรยากาศของยุคสมัยในรุ่นของพวกเขาตื่นเช้ามาเจอข่าวร้าย ตกตอนสายไทม์ไลน์ท่วมด้วยคำด่าและความโกรธ (ซึ่งสมเหตุสมผล) บ่ายก็เจอพฤติกรรมน่าเหนื่อยหน่ายของผู้มีอำนาจ ตกเย็นก็อดด่าอีกรอบไม่ได้ จะเข้านอนก็รู้สึกหมดแรง ความรู้สึกลบยังเวียนวน บางคนอาจโทษตัวเองว่า ทำไมฉันทำได้แค่นี้ ทั้งที่ฉันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ มากกว่านี้

อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่า จะเป็นยังไงถ้าคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เปิดกว้าง มีผู้นำที่รับฟัง เห็นศักดิ์ศรีของคนเท่าเทียมกัน มีพื้นที่ร่วมกันสร้างสรรค์อย่างหลากหลาย มีนโยบายสนับสนุนคนมีฝันทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มิใช่หนุนหลังยักษ์เท่านั้น จะเป็นยังไงถ้าแวดวงต่างๆ ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ อาหาร หนัง เพลง หนังสือ ศิลปะ แฟชั่น เกม กีฬา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ โดยไม่มีอุดมการณ์คับแคบมาครอบงำ จะเป็นยังไงถ้ามีคนที่เป็นตัวแทนของพวกเขาได้เข้าไปในสภา อยู่ในคณะรัฐมนตรี มองไปข้างหน้า แก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ กำหนดนโยบายที่ทันสมัย มีวิสัยทัศน์ เลือกวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาขยายผล ผลักดันคนเก่งๆ ดันหลังสตาร์ทอัพ ลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ไม่มีเส้นสาย นามสกุลอะไรก็แข่งอย่างเท่าเทียม ไม่มีการได้เปรียบจากมรดก เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

ชีวิต ความฝัน และความรู้สึกของพวกเขาจะเป็นยังไง

จะเปลี่ยนไปจากตอนนี้มากน้อยแค่ไหน

จิตใจที่บอบช้ำจากสิ่งที่สังคมเป็น จากการที่ผู้มีอำนาจกระทำทุกวี่วัน เป็นบาดแผลที่น่าเสียดาย ทุกครั้งที่มีเรื่องราวบิดเบี้ยวศีลธรรมอย่างแป้งมันหรือนาฬิกาเพื่อน มันฝากบาดแผลไว้ในใจคน ทุกครั้งที่มีข่าวที่อธิบายไม่ได้อย่างการจัดซื้อวัคซีน มันบั่นทอนความรู้สึก คอร์รัปชั่น การด้อยความสามารถ ความไม่จริงใจ การถือตนเป็นใหญ่ไม่ฟังใคร รวมถึงกริยาอาการที่ไม่เห็นหัวคนอื่น เหล่านี้ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจที่เปี่ยมฝันให้กลายเป็นใจที่บอบช้ำและสิ้นไร้เรี่ยวแรง

จากคนเก่งค่อยๆ ร่วงหล่นกลายเป็นคนสิ้นหวัง

เราเสียโอกาสที่จะเกิดจากพลังสร้างสรรค์ไปเท่าไหร่แล้ว?

สังคมนี้และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองกระทำอะไรกับ ‘ความฝัน’ และ ‘ความหวัง’ ของสังคม เหมือนพวกเขาตกเป็นเหยื่อของโครงสร้างอัปลักษณ์ที่แข็งทื่อไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ยืดหยุ่น ไม่รับฟัง

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราจะค่อยๆ เห็นคนหนุ่มสาวร่วงหล่นไปตามทางเรื่อยๆ ไม่ใช่ไม่สู้ แต่พวกเขาสู้จนเหน็ดเหนื่อยและสิ้นหวังแล้ว หลายคนจำเป็นต้องหลบไปเยียวยาจิตใจตัวเองก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

‘ความหวัง’ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตและความฝัน ไม่ว่าของคนรุ่นไหน แต่ยิ่งในวันวัยที่เราให้ความสำคัญกับความฝันและการก่อร่างชีวิต หากปราศจากความหวังในชีวิตและบ้านเมืองเสียแล้ว ชีวิตที่ตื่นมาทุกวันย่อมน่าหดหู่

ผมค่อยๆ เห็นสเตตัสของเพื่อนรุ่นน้องร่วงหล่นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เห็นใจและเสียดาย

ยอมรับว่าบางครั้งผมเองก็รู้สึกสิ้นหวังไม่ต่างจากพวกเขา”