สธ.ชงศบค.ให้รพ.ใช้ Rapid Test – ลด ‘ครองเตียง’ ให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่รักษาเกิน 10 วันกลับไปรักษาต่อที่บ้าน

8.07.21 | 12:57 น.

สธ.ชงศบค.ให้รพ.ใช้ Rapid Test – ลด ‘ครองเตียง’ ให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่รักษาเกิน 10 วันกลับไปรักษาต่อที่บ้าน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 11.00 น. ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวมาตการควบคุมโควิด-19 ว่า ทาง สธ. ได้ประชุมอีโอซีกันทุกวัน โดยมีคณะที่ปรึกษาระดับกระทรวงฯ อาทิ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ นพ.โอภาส พุทธเจริญ นพ.ประสิทธิ วัฒนาภา เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราพบการติดเชื้อรายใหม่ 7,058 ราย สะสมในระลอกเดือนเม.ย. แตะ 280,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิต 75 ราย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรุงเทพมหานคร(กทม). และปริมณฑล โดยเริ่มแพร่ระบาดไปในต่างจังหวัด


โดยตัวเลขที่พบลักษณะนี้ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่เกิดขึ้นในรูปแบบสไปร์ท (Sprite) แต่เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตลอด ทำให้ประชาชนต้องการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ก็มีการรับผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล(รพ.)จำนวนมาก อย่างเช่น ที่ รพ.บุษราคัม 2 วันมานี้ได้รับผู้ป่วยกว่า 1 พันราย รวมถึงเตียงไอซียู ก็มีแนวโน้มที่จะต้องใช้เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการใช้เตียงสีเขียว ผู้ป่วยที่อาการน้อย ก็ต้องมีการใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย บุคลากรสาธารณสุขมีภาวะเหนื่อยล้า เราจึงต้องหามาตรการเร่งให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมโรคสูงสุด

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในวันนี้ สธ.จึงเสนอมาตรการดังนี้ 1.การใช้ แรบิดแอนติเจนเทสต์(Rapid Antigen Test) จากเดิมที่ใช้ RT-PCR ที่ต้องใช้เวลานาน แต่หากมีการติดเชื้อจำนวนมาก ก็จะทำให้ล่าช้า และระหว่างนั้นก็อาจมีการแพร่ระบาดของเชื้อออกไป จึงมีการตกลงกันว่า จะใช้ “แรบิดแอนติเจนเทสต์” เข้ามาตรวจ ช่วงแรกจะให้ใช้ในสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน และมีเตียงรองรับ การตรวจสามารถดำเนินการได้ทั้งบุคลากรและประชาชนตรวจได้ด้วยตัวเอง เมื่อมาตรวจแรบิดเทสต์ที่สถานพยาบาล หากเป็นผลลบ ก็กลับบ้านได้ และหากเป็นผลบวก ก็จะใช้การตรวจ RT-PCR ตรวจซ้ำ เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป นอกจากนี้ สธ. ก็จะพยายามให้เข้าถึงการตรวจด้วยการทำชุดตรวจแบบตรวจเองที่บ้าน (Home Use) แต่ตอนนี้ยังไม่มี เพราะต้องมีการวางระบบมารองรับ ตรงนี้จะเป็นระยะต่อไป

“แต่ต้องทำในรพ. ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงพยาบาลนั้นๆ โดยหากสถานพยาบาลไหนพร้อมดำเนินการได้ทันที เพื่อลดจำนวนการรอการตรวจ” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

Advertisement

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า 2.มาตรการการจัดระบบรักษา โดยการตรวจเหล่านี้ต้องควบคู่กับการจัดระบบรักษาที่บ้านเฉพาะกลุ่มสีเขียว ที่เรียกว่า Home isolation และ Community isolation ซึ่งจัดระบบรองรับเข้าไปดูแล โดยผู้ป่วยในระบบนี้ต้องเป็นสีเขียวเท่านั้น ทั้งนี้จะร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดูแลเป็นครอบครัว โดยจะลดเกณฑ์การดูแลคนเดียวลง ให้ดูแลเป็นครอบครัวได้ ซึ่งสปสช.จะสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เครื่องวัดไข้ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รักษาอยู่ใน รพ.ในวันที่ 10 หรืออาจสั้นกว่านั้น ให้สามารถกลับไปโฮม ไอโซเลชั่น ได้ เพื่อลดปริมาณการครองเตียง เป็นต้น

3.เน้นมาตรการบุคคลต่างๆ อย่างเข้มงวด เพราะตอนนี้มีความกระจาย โดยต้องเน้นสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ โดยที่ทำงานก็ต้องระวัง อย่ารับประทานอาหารร่วมกัน ที่บ้านก็เช่นกัน ขอให้ต่างคนต่างรับประทานอาหาร และขอให้ Work From Home มากขึ้น

4.มาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยต้องเร่งฉีดพื้นที่ และเน้นฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ตอนนี้มีนโยบายใช้วัคซีนที่เราให้ไปไม่ต่ำกว่า 80% ต้องฉีด 2 กลุ่มนี้ก่อน เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งสัปดาห์หน้าต้องฉีดให้ได้มากกว่า 1 ล้านโดสขึ้นไป

“ขณะนี้กรุงเทพฯ ฉีดไปแล้ว 4 ล้านโดส ดังนั้น เร่งฉีด 1-2 สัปดาห์จะได้ขึ้นไปอีกมากกว่า 50% โดยต้องระดมทุกภาคส่วน ซึ่งสธ.จะหาคนไปช่วยกทม.ในการฉีด โดยหากสามารถฉีดได้ 1 ล้าน ช่วงสิ้นเดือนก็จะได้ถึง 60%” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า 5. สธ.เสนอ ศปก.ศบค. เรื่องการจำกัดการเดินทาง อยากให้ทุกคนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ โดยจะเสนอห้ามเดินทางข้ามจังหวัด และให้ปิดสถานที่มีความเสี่ยงทั้งหมด อย่างสถานที่รวมกลุ่มคนไม่จำเป็น แต่ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นสถานที่จำเป็นยังเปิดได้ โดยมาตรการนี้จะใช้ในพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่กันชน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน ซึ่งเสนอศบค.ชุดเล็กแล้ว และจะเสนอศบค.ชุดใหญ่ต่อไป เพื่อลดการระบาดของโควิดในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล เพื่อให้ระบบสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจำกัดการเดินทางเรียกว่า ล็อกดาวน์ได้หรือไม่ นพ.เกียรติภูเมิ กล่าวว่า เราเสนอจำกัดการพื้นที่เสี่ยงและกันชน ส่วนจะเรียกว่าอะไรนั้น เนื้อหาหลักๆ คือ การจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ส่วนรายละเอียดขอให้สอบถาม ศบค.

เมื่อถามถึงกรณีการตรวจเชื้อแรบิด เทสต์ จะเริ่มใช้ได้ทันทีในทุกรพ. ของกทม. หรือทั่วประเทศ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในต่างจังหวัดหากไม่ได้รอนานมาก ก็ใช้วิธีการตรวจแบบ RT-PCR แต่หากมีคนจำนวนมาก ก็ใช้แรบิด เทสต์ได้ เพราะการตรวจอาร์ทีพีซีอาร์ เมื่อมีคนมากก็จะเป็นคอขวด เพราะต้องมีคนสว็อปเชื้อ ทำได้เต็มที่ 800-1,000 คนต่อวัน และใช้เวลานาน เมื่อมีจำนวนมากอาจข้ามวัน แต่แรบิดเทสต์รอผลได้เลย โดยอยู่ที่ความพร้อมของรพ. ในการแบ่งโซนพื้นที่ แต่เมื่อผลบวกก็ต้องเข้าสู่ระบบต่อไป สำหรับพื้นที่ไหนพร้อมก็ดำเนินการได้ อาจเป็นวันพรุ่งนี้ แต่หลักการทำได้เลย อยู่ที่การดำเนินการสั่งแรบิดเทสต์

อ่าน : ด่วน! ชงศบค.งัดยาแรงล็อกพื้นที่เท่า เม.ย.63 งดออกเคหสถาน-ห้ามเดินทางข้ามจว. 14วัน

(ชมคลิป)