‘บิ๊กตู่’ ถกศบค.วันนี้ จ่อล็อกพื้นที่เสี่ยง 14 วัน วอนปชช.อดทน ห้ามออกนอกเคหสถาน 4 ทุ่มถึงตี 4

‘บิ๊กตู่’ ถกศบค.วันนี้ จ่อล็อกพื้นที่เสี่ยง 14 วัน วอนปชช.อดทน ห้ามออกนอกเคหสถาน 4 ทุ่มถึงตี 4

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน นัดประชุมสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เพื่อออกมาตรการล็อกดาวน์บางพื้นที่ในวันนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ที่มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาฯสมช.เป็นประธาน ได้สรุปสถานการณ์และรับข้อเสนอจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ศบค.โดยเบื้องต้น ข้อกำหนดใหม่ที่จะออกมานี้ จะมีผลเฉพาะสำหรับพื้นที่เสี่ยง คือ กทม.และปริมณฑล รวม 6 จังหวัด เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 14 วัน ทั้งการจำกัดการเดินทางออกจากบ้าน และไปในสถานที่เสี่ยง โดยลดการเคลื่อนที่ของประชาชน โดยขอให้เวิร์กฟรอมโฮม 100% ยกเว้นงานบริการที่จำเป็น และงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค

“มาตรการทั้งหมดจะให้ ศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาเป็นมติออกมา แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันทีโดยจะให้เวลาเพื่อการเตรียมตัว ซึ่งขณะนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการร่างข้อกำหนดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพื้นที่ มาตรการและข้อกำหนดที่จะออกมาจะคล้ายกับเมื่อเดือนเมษายน 2563 ในส่วนของห้างสรรพสินค้าจะอนุญาตให้เปิดได้เฉพาะส่วนซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกขายยา แผนกอาหาร แผนกสินค้าเบ็ดเตล็ดเช่นเดิม ร้านสะดวกซื้อจะมีกำหนดเวลาเปิด-ปิด พร้อมขอความร่วมมือ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัด ไม่ออกนอกเคหสถานตามเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเป็นช่วงเวลา 22.00-04.00 น. โดยเน้นเฉพาะพื้นที่ 6 จังหวัดเท่านั้น เว้นแต่มีความจำเป็น แต่จะไม่ประกาศเป็นเคอร์ฟิว รวมทั้งการกำหนดให้สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการแพร่โรคเมื่ออยู่นอกเคหสถานหรืออยู่ในที่สาธารณะ” รายงานระบุ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนทราบดีว่าการแพร่ระบาดมีความรุนแรงมากขึ้น จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดที่แพร่ระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้น มาตรการทุกอย่างที่รัฐบาลจะออกมา จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรัดกุม โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และธุรกิจต่างๆ

“ผมได้ติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่องด้วยความไม่สบายใจ และรับรายงานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในการใช้แผนเผชิญเหตุ เพื่อกำหนดมาตรการการควบคุมโรคที่จะต้องเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่หากไม่ดำเนินการ อาจจะส่งผลกระทบให้เกิดความรุนแรงมากกว่านี้ ซึ่งเราอาจมีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในการจำกัดการเคลื่อนย้าย การป้องกันมิให้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรม การปิดสถานที่เพิ่มเติม และมาตรการ อื่นๆ ที่จำเป็น โดยในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ผมได้เรียกประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในเช้าวันที่ 9 กรกฎาคม เพื่อพิจารณามาตรการที่ฝ่ายต่างๆ ได้เสนอเข้ามา และจะแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบโดยทันที” ผอ.ศบค.กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ช่วยกันดูแล ป้องกันตัวเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติไปด้วยกัน ไม่มีใครหรือประเทศใด ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาโควิดได้สำเร็จโดยคนเพียงคนเดียว หรือหน่วยงานเดียว ในยามที่เปรียบเสมือนการทำสงครามกับเชื้อไวรัสในครั้งนี้ สิ่งที่จะทำให้เราชนะได้ คือความสามัคคีของคนในชาติ ความมีวินัย ความอดทน การร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือกันของคนในชาติ และอีกสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความมีสติในการรับข่าวสารในยามวิกฤต ที่มีผู้ไม่หวังดีสร้างข้อมูลเท็จที่มุ่งร้ายให้เกิดเข้าใจผิดและสับสนวุ่นวายในสังคมอย่างมากมาย ซึ่งต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการของรัฐที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้อื่นด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เมียนักร้องดังเจอมากับตัว ถามทำไมรพ.ไม่ตรวจโควิดให้คนท้อง ทั้งๆรู้ อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง
บทความถัดไปชี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 22 ปี ปัจจัยการเมือง-โควิดพุ่ง แบงก์ฟันธงฉุดจีดีพีวูบ