คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : รักษาจิตใจกลางไฟวิกฤต

ไม่ต้องกล่าวเกริ่นอะไรให้มากความเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะช่วงปลายสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยที่รอเตียง หรือผู้สงสัยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าจะติดหรือไม่ติดที่ต้องหาที่ตรวจยืนยันผลนั้นก็เป็นทุกข์หนักที่สุดแล้ว แต่สำหรับประชาชนคนไทยอาศัยในประเทศนี้ที่ยังไม่อยู่ในกลุ่มแรกก็มีทุกข์ไปอีกคนละแบบ

เป็นทุกข์อันเกิดจากความเครียด ความหวาดกลัว ความไม่แน่ใจไม่มั่นใจ และส่วนใหญ่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธเกรี้ยวแค้นเคืองผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงที่ทำให้ประเทศต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้หรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่ามากน้อย ซึ่งเป้ารวมศูนย์เล็งของพลังลบเหล่านั้น คือรัฐบาลที่บริหารประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐในวิชาชีพแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายวัคซีนของประเทศ ลามไปจนถึงทุนใหญ่ที่สงสัยว่าจะมีส่วนรู้เห็นกับวัคซีนหลักที่รัฐบาลเลือก รวมไปถึงผู้ที่ยังสนับสนุนรัฐบาลนี้และที่เคยมีส่วนไปเป่านกหวีดสร้างสถานการณ์จนเกิดการรัฐประหารที่อาจถือได้ว่าเป็นรากเหง้าของรัฐบาลและองคาพยพผู้ใช้อำนาจรัฐในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสความเครียดและเกรี้ยวโกรธนั้นเอง ก็มีผู้พยายามออกมา “ดึงกระแส” ซึ่งอาจรวมสรุปง่ายๆ ว่าจะไปด่ารัฐบาลไปทำไมไม่มีประโยชน์ เหมือนอยู่บนเรือลำเดียวกันอย่าเอาแต่ด่านายท้าย เวลานี้ควรจะช่วยกัน หรือถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ปรับใจของเราเองอย่าให้เป็นทุกข์มากนัก

เช่นข้อความหนึ่งที่โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ความสรุปได้ว่า วิกฤตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม เพราะเป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นมาใหม่ จึงควรใช้ธรรมะเพื่อมองโลก เข้าใจโลก และรับรู้สถานการณ์ตามความเป็นจริง งดการตำหนิ กล่าวโทษ เพ่งโทษ ว่าร้ายซึ่งกันและกันอันไม่เป็นประโยชน์ เราจึงควรทำความเข้าใจแล้วหันกลับมาเข้าใจตนเอง เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปกป้อง “ใจ” ของเราไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนจากสภาวะวิกฤตนี้

แม้ผู้เสนอความเห็นนั้นเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการไปเป่านกหวีดสร้างสถานการณ์จนเรียกคณะรัฐประหารมาปกครอง และสืบทอดอำนาจจนถึงตอนนี้ (พร้อมขายไอเดียเด็ดให้มีการสอบคัดเลือกผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อคัดกรอง “เสียงที่มีคุณภาพ”) แต่ถึงเราจะไม่มองแง่ร้ายว่าเป็นความพยายามแก้เกี้ยวปกป้องความพังพินาศจากการกระทำของรัฐบาลที่เธอได้ร่วมเรียกหาก่อขึ้นแต่ครั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อความของเธอก็เต็มไปด้วยปัญหาอยู่ดี

จริงอยู่ที่ไม่มีใครเถียงได้ว่า วิกฤตโควิด-19 นั้นเกิดจากไวรัสอุบัติใหม่ ในส่วนนี้อาจจะถือว่าเป็นเรื่องเหนือการควบคุม และอาจจะอนุโลมให้ว่าการรับมือในช่วงระยะเวลาแรกก่อนที่โลกจะมีวัคซีนแบทช์แรกนั้นก็เป็นการต่อสู้กับสิ่งที่เราไม่รู้จักมาก่อน การลองผิดลองถูกและตัดสินใจผิดพลาดนั้นก็อาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ในวันที่โลกมีวัคซีนแล้วนับรวมกันเกือบ 10 ยี่ห้อ การกล่าวแก้ว่าโควิด-19 นั้นเป็นเรื่องเหนือการควบคุมก็ไม่ต่างจากการขับรถด้วยความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยโดยที่รถก็ไม่มีถุงลมนิรภัยไปประสบอุบัติเหตุแล้วอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

ทั้งเมื่อมองไปดูประเทศต่างๆ ที่เผชิญวิกฤตไวรัสชนิดและสายพันธุ์เดียวกัน ประเทศที่เคยมีผู้เสียชีวิตจนฝังศพกันไม่ทันเมื่อปีที่แล้ว ในวันนี้เขาสามารถยอมให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย เปิดให้ดูการแสดงดนตรีและกีฬา (เช่น ฟุตบอลยูโร 2020 ที่เพิ่งจบไป) ได้เกือบเต็มความจุสนาม เป็นหลักฐานประจักษ์ที่บอกว่า ความพยายามกล่าวแก้ว่าวิกฤตโควิด-19 เป็นเรื่องเหนือการควบคุมนั้นเป็นข้ออ้างเหลวไหล ที่ถ้าไม่ใช่เพราะเจตนาบิดเบือนเพื่อปกปัดความผิดพลาดก็อาจจะแปลว่า ผู้แสดงความเห็นนั้นขาดความสามารถในการมองโลกตามความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

แล้วการตำหนิ กล่าวโทษ เพ่งโทษ ว่าร้ายซึ่งกันและกันนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจริงหรือ อันนี้ถ้าเป็นผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่บ้าง และมีสติดีปัญญาไม่พร่อง ก็คงได้เห็นว่า การตำหนิต่อว่า หรือพูดตรงๆ ว่า “การด่า” นั้น ช่วยแก้ปัญหาหลายต่อหลายอย่างในภาวะวิกฤตนี้ให้ลุล่วงไปแล้ว

การออกมาช่วยกันด่าเรื่องความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติให้ซื้อหาวัคซีนทางเลือกช่วยเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นได้เกือบสองเดือน การออกมาแฉ และกระแสทัวร์ลงทำให้เราได้วัคซีน mRNA ของไฟเซอร์มาฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ ล่าสุดคือการเรียกร้องให้อนุญาตให้นำเข้าอุปกรณ์ชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตนเอง (Rapid antigen test) นั้นก็กำลังจะได้รับการตอบสนอง หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การจงใจใช้สีโทนเย็นใน Infographic แสดงตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตของทางการ เพื่อลดทอนสถานการณ์อันเลวร้าย ก็เห็นว่ามีการเปลี่ยนสีเพื่อแสดงถึงสถานการณ์อันร้ายแรงอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว

ไม่เข้าท่าหรอกที่รัฐบาลประเทศใดจะขับเคลื่อนไปได้ด้วยเสียงด่าของประชาชน แต่เมื่อมันเป็นไปแล้ว และมีกรณีพิสูจน์ตั้งเป็นก่ายเป็นกอง ยังจะพูดได้อีกหรือว่า การกล่าวโทษเพ่งโทษนั้นไม่เป็นประโยชน์ เปล่าเลย ประชาชนมิได้เรียกร้องว่าจะหาความสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ สิ่ง จากรัฐบาล หรือผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล หรือ
ไม่ยอมรับความผิดพลาดบกพร่องใดๆ เราต้องการเพียงการตัดสินใจ การดำเนินการ และการบริหารจัดการอย่างสมเหตุสมผลเยี่ยงวิญญูชนหรือจริงๆ แล้วควรต้องมีมาตรฐานเหนือกว่านั้น ในฐานะของรัฐบาลผู้ใช้อำนาจแทนผู้คนทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อความของผู้นั้นจะเต็มไปด้วยความผิดรูปผิดเรื่องผิดฝาผิดตัวจนน่าสงสัยในเจตนา แต่กระนั้นก็ยังมีส่วนที่ออกจะเห็นด้วยอยู่เช่นกัน คือ คำแนะนำว่า สำหรับปัจเจกชนแล้ว การรักษา “ใจ” ของเราไว้เป็นสิ่งสำคัญ

ท่ามกลางข่าวสารชะตากรรมอันน่าเศร้าของผู้คนที่รอรับการรักษาจนทยอยเสียชีวิตที่บ้านเนื่องจาก
ผู้ป่วยล้นเกินกำลังการรักษา ข่าวที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องติดเชื้อ ป่วยหนัก หรือถึงแก่ชีวิต แม้จะได้รับวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ครบโดสแล้ว ข่าวสารพวกนี้ก่อน้ำหนักอันหน่วงหนาแก่สภาพจิตใจของผู้คน หนักแม้กระทั่งผู้อ่านข่าวเองบางท่านถึงกับกลั้นสะอื้นไม่อยู่อ่านข่าวต่อไปไม่ไหว

นอกเหนือจากนั้น ภาพการบริหารจัดการและใช้อำนาจรัฐต่อประชาชนที่ทำลายทั้งสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงเสียจนน่าทุเรศทุรัง ทั้งสภาพของผู้คนที่ไปตากฝนตากยุงรอคิวเข้ารับการตรวจหาเชื้อที่จุดบริการ ซึ่งรัฐจัดให้ การปิดล้อมกักขังผู้ใช้แรงงานในแคมป์คนงานราวกับสถานกักกันในระดับที่หลายแห่งขาดน้ำ อาหาร ของใช้จำเป็น หรือแม้แต่ยารักษาสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในนั้น ซ้ำเติมด้วยการทำงานอันล่าช้ารอวัน และกระบวนการราชการ ความเงียบสงัดหายตัวของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่จะต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหา ท่ามกลางความตายของผู้คนเฉลี่ยประมาณ 16 นาทีต่อชีวิต

ต่อให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี ฝึกจิตดูแลใจให้ดีแค่ไหนก็ยากที่จะรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้
ง่ายนักในสภาพการณ์เช่นนี้

ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้สึกเศร้าหมองไปจนถึงโกรธแค้น เพราะเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นเรื่องน่ายินดี ซึ่งไม่ใช่การคิดบวกหลับหูหลับตาหลอกตัวเอง แต่มันคือความยินดีที่ว่า คุณนั้นมีความเป็นมนุษย์อันสมบูรณ์ดังที่เผ่าพันธุ์อันอารยะของเราพึงจะเป็นแล้ว

เพราะคุณสมบัติสำคัญยิ่งของมนุษย์ที่เหนือกว่าสัตว์โลกส่วนใหญ่ คือความรู้สึกแห่งการร่วมรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น โดยที่ตนเองจะไม่มีส่วนในความทุกข์นั้น หรือแม้แต่ว่าตัวเองจะห่างไกลปลอดภัยจากทุกข์นั้นโดยสิ้นเชิงก็ตาม สิ่งนี้เองคือ “มนุษยธรรม” “ภราดรภาพ” หรือ Empathy ซึ่งเคยกล่าวถึงไว้แล้วหลายครั้ง
เช่นนี้ เมื่อรู้ตัวเมื่อไรว่าได้ถูกความเศร้าหมอง หรือแม้แต่ความโกรธเกรี้ยวนั้นกัดกินอยู่ สิ่งที่เหลือก็อาจจะเป็นความยินดีก็ได้ หากแน่ใจว่าทั้งหมดนั้นล้วนมาจากความรู้สึกรับเอาทุกข์ หรือความเจ็บร้อนของผู้อื่นมาเป็นของตัว เพราะมันคือเครื่องบ่งชี้ว่าอย่างน้อยคุณยังมีจิตใจอันงดงามเยี่ยงมนุษย์อันสมควร

เช่นนี้แล้ว ถ้าคุณจะบรรเทาทุกข์ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยการหาความบันเทิงให้ตัวเองบ้าง เช่นการกินดื่มอาหารดีๆ ดูซีรีส์ใน Netflix หรือ Disney+ เล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ หรือจะละวางทุกข์นั้นลงชั่วคราวด้วยการกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน แม้กระทั่งหาความสุขทางกามกาย เพื่อรักษาชุบชูจิตใจให้แข็งแรงต่อไปได้นั้นก็หาใช่เรื่องผิดบาป หรือไม่สมควรอะไร หากคุณประจักษ์แล้วว่าคุณยังไม่ได้เสียคุณธรรมประการสำคัญของมนุษย์นั้นไป

หากเป็นไปได้ เมื่อใดที่จิตใจดีพร้อมแข็งแรง คุณอาจจะเลือกช่วยเหลือผู้คนที่เป็นทุกข์กว่า ที่คุณเคยรับเอาความเดือดร้อนของเขามารับรู้เช่นนั้นบ้าง โดยช่องทางหลากหลายมากมาย เช่น การร่วมสำรวจและให้ข้อมูลแคมป์พักคนงานใกล้บ้านท่านว่าเขาขาดเหลือเดือดร้อนอะไร ช่วยจัดหาถังออกซิเจนให้แก่กลุ่มอาสาสมัครที่ดูแลเรื่องนี้ หรือใครมีอาคารพื้นที่และความเป็นไปได้ อาจจะติดต่อให้ใครมาเปิดศูนย์รอส่งต่อ หรือโรงพยาบาลสนาม ก็มีช่องทางที่มีผู้ขอรับความช่วยเหลือนี้มากมาย

แม้แต่การปันน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ด้วยวิธีการง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้ทิปพนักงานที่ต้องทำงานบริการช่วงนี้ หรือให้เงินพิเศษแก่พนักงานที่เราใช้บริการประจำ ช่างตัดผม ป้าร้านนวด ร้านทำเล็บ ที่ร้านของพวกเขาอาจจะกำลังต้องปิดตัวลง มิตรสหายท่านหนึ่งมีวิธีการที่น่าสนใจ คือขอจ่ายค่าบริการไว้ล่วงหน้า เช่น ปกติจะสระผมครั้งละ 150 บาท ก็ไปติดต่อร้านที่ใช้บริการประจำจ่ายเงินก้อนให้เป็นหลักหมื่น ขอเหมาไว้ล่วงหน้า 100 ครั้ง เพื่อให้เขาไปหมุนเวียนในชีวิตได้ บางท่านที่เป็นเจ้าของสถานที่เช่าให้ประกอบการ ก็อาจจะพิจารณางด หรือลดค่าเช่าให้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ ซื้อสินค้า หรือใช้บริการจากผู้คนตัวเล็กๆ ร้านค้ารายย่อยที่กำลังลำบาก โดยอาจจะยอมจ่ายแพงกว่าบ้าง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในแต่ละด้าน เช่น เป็นอาจารย์ก็สอนนักศึกษาให้ดีที่สุดในสภาพการเรียนออนไลน์ที่ทั้งยากและเครียดด้วยจิตใจอันเมตตา

เมื่อการเอื้อเฟื้อเจือจานนั้นมาจากจิตใจอันมีมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจรับรู้ทุกข์สุขของผู้อื่นแล้ว ก็เชื่อเถิดว่ามันจะงดงามแตกต่างจากการบริจาค หรือทำทานเพียงเพื่อสงเคราะห์แบบโปรดผู้ยากไร้ หรือเจตนาเพื่อชำระล้างไถ่บาปในการเอาเปรียบจากความเหลื่อมล้ำที่ตนรู้อยู่แก่ใจมากมายนัก

กล้า สมุทวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘พัฒนาการ จ.ร้อยเอ็ด’ หนุนพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ‘โคก หนองนา พช.ร้อยเอ็ด’ อ.ทุ่งเขาหลวง
บทความถัดไป“ชลประทาน” สำรวจความมั่นคงเขื่อนทั่วประเทศรอรับฝนใหม่ เผยเหลือพื้นที่รับน้ำใหม่ 42,263 ล้าน ลบ.ม.