สปท.เปิดฟลอร์ ชำแหละ ข้อเสนอกม.ลูก “เลือกตั้งส.ส.-พรรคการเมือง” ชู หลักการการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ที่ประชุมเสียงแตก ปม มท.จัดการเลือกตั้งแทนกกต. “นิกร” ค้าน คลุมเครือ เสี่ยงขัด รธน.ฉบับผ่านประชามติ
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สปท. เรื่องข้อเสนอการจัดทำร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส. โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.การเมือง กล่าวรายงานว่า เจตนารมณ์สำคัญของการร่างกฎหมายคืออยากให้การปฏิรูป ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงต้องการให้การเลือกตั้งมีความสุจริตเที่ยงธรรม ที่ผ่านมา สิ่งที่กมธ.เสนอ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เช่น การให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาช่วยงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งกกต.ยังคงมีหน้าที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ การให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ช่วยสนับสนุนกกต.จัดการเลือกตั้งก็เพื่อให้มีความชัดเจน ไม่ให้ถูกกล่าวอ้างภายหลังว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ควรต้องทำ ซึ่งแนวทางข้อเสนอดังกล่าวแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางที่สร้างความเข้าใจผิด แต่ขอเรียนว่าเป็นเจตนาอันดี ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้การเลือกตั้งไปกระทบพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ผ่านมาว่า จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของประชาชน ไม่ใช้จ่ายเงินมากเกินไป ไม่เป็นเรื่องของการลงทุนหรือธุรกิจการเมือง
“ข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเราก็ยอมรับ แต่ข้อเสนอต่างๆ ก็มาจากสมาชิกที่มีประสบการณ์ แต่คนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาจะมีผมและนายวันชัย สอนศิริ ในฐานะโฆษก กมธ.ปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามกระสุนเลยตกเยอะหน่อย เลยกลายเป็นตำบลกระสุนตกแต่ไม่เป็นไร มันอาจจะกลายเป็นสนามรบ กระสุนมันเลยมาเยอะ แต่เราก็จะชี้แจงถึงเหตุผลที่มาที่ไปว่าตามข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลดีอย่างไร” นายเสรี กล่าว
ด้าน นายวันชัย สอนศิริ กมธ.การเมือง กล่าวว่า ตนอยากให้สมาชิกทุกคนได้พูดและวิพากษ์วิจารณ์กันมากๆ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ ถ้าอภิปรายกัน 4-5 คนแล้วเรื่องผ่าน นักการเมืองและประชาชนทั้งประเทศจะบอกว่าสิ่งที่เราผ่านไปนั้น ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบด้าน และยืนยันว่าความคิดนี้อยากให้เป็นความคิดของ สปท.ทั้งสภา เรื่องนี้เคยผ่านสภาไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านประชามติ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว ทาง กมธ.จึงเอามาปรับปรุงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาทาง กมธ.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต่อไปนี้หากจะวิจารณ์ก็ต้องเป็นเรื่องของ สปท.ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
นายวิทยา แก้วภราดัย กมธ.การเมือง กล่าวว่า การที่เรามี สปท.ในวันนี้ต้นเหตุมาจากนักการเมือง สปท.เกิดจากคำสั่งของ คสช. และ คสช.เกิดขึ้น เพราะนักการเมืองซื้อเสียง หาเงินเอาตำแหน่งทางการเมือง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องมีคนมาปราบโกงเป็นระยะๆ ทุกคนที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง ทุกครั้งทีมีการปฏิวัติเหตุผลคือการทุจริต พวกตนในฐานะ กมธ.การเมืองกำลังเสนอเรื่องที่เป็นหัวใจของคสช.จะเสียของหรือไม่เสียของ ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้ายังเหมือนเดิมคสช.เสียของแน่ และพวกเราทั้งหมดคือคนที่ร่วมกันทำให้เสียของ เพราะสปท.มีหน้าที่ขับเคลื่อน เมื่อรายงานของ กมธ.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถ้าสมาชิกไม่ช่วยกันติติงตกแต่งให้ดีก็ต้องรับผิดชอบเท่ากัน หลังจากนี้คนที่จะถูกวิจารณ์ไม่ใช่นายเสรีกับนายวันชัย ดังนั้นสมาชิกต้องซักให้เข้าใจ ถ้ารับไม่ได้ก็อย่ารับรายงานฉบับนี้ อย่าเกรงใจ เพราะรับแล้วมันคือทิศทางทางการเมืองที่จะกำหนดว่า เราแพ้หรือชนะหลังการปฏิวัติครั้งนี้ และการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน หากทำไม่ได้คนที่รับหนักคือ คสช. เพราะตนไม่ได้เชิญให้ คสช.มาคุมการเลือกตั้ง แต่เชิญให้คสช.มาร่วมกับคนอื่นทั้งหมดให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นหากสมาชิก จะให้รายงานฉบับนี้ผ่านก็ต้องตอบสังคมให้ได้
จากนั้น สมาชิกสปท.อภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นที่ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของกกต. ที่ปรากฏว่า มีทั้งสปท.อภิปรายสนับสนุนและคัดค้าน โดยฝ่ายสนับสนุนให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งอาทิ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อภิปรายว่า ปัจจุบันกกต.ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเองอยู่แล้ว เป็นเพียงแค่คนคุมนโยบาย จึงควรให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้ง เพื่อลดภาระงานของกกต. แต่ควรให้หน่วยงานอื่นๆเช่น กระทรวงต่างๆ ตัวแทนพรรคการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆเข้ามามีส่วนร่วมจัดการเลือกตั้งด้วย เพื่อให้เกิดดุลยภาพในการทำงาน ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาทิ นายนิกร จำนง อภิปรายว่า อาจจะสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อความที่ระบุให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของกกต. เป็นการเขียนแบบกว้างๆยังมีความคลุมเครือ เชื่อว่า แม้เสนอไป กรธ.คงไม่ทำตาม เนื้อหาของสปท.การเมืองมีหลายส่วนดี และหลายส่วนไม่ดี ดังนั้นส่วนตัวขอใช้สิทธิงดออกเสียง
ส่วน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อภิปรายว่า การให้มหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก และสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญกกต.มีอำนาจบริหารสั่งการหน่วยงานต่างๆได้อยู่แล้ว การจัดการเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า ขณะที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน สปท. อภิปรายว่า ข้อเสนอหลายเรื่องของสปท.การเมืองมีความหมิ่นเหม่ อาทิ การห้ามผู้สมัคร และส.ส.บริจาคเงินทำบุญตามประเพณีในงานแต่งงาน งานศพ งานบวช เป็นการหลับหูหลับตาออกกฎหมาย ถามว่า ออกมาแล้วสามารถบังคับใช้ได้หรือไม่ ทำให้ขาดความศักดิ์สิทธิตั้งแต่เริ่มคิด เป็นแนวทางที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ ส.ส.ตกนรกกันหมดที่ไปร่วมงานบุญแล้ว บริจาคเงินช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ควรกำหนดวงเงินขั้นต่ำที่สามารถบริจาคได้ เช่น 500 -1,000 บาท จะมีความเป็นไปได้มากกว่า ไม่ใช่เสนอแบบเอามันหรือสุดโต่ง ส่วนการเสนอให้สินบนนำจับแก่ประชาชนที่ชี้เบาะแสทุจริตเลือกตั้งนั้น อยากให้ยกเลิก เกรงว่า จะเกิดการสร้างเรื่อง เพื่อหวังเงินรางวัล ถือเป็นเรื่องอันตราย
“สมพงษ์”ยัน กมธ.ไม่เคยเสนอเซตซีโร่พรรคการเมือง
ต่อมา เวลา 14.00 น.เป็นการรับทราบรายงานข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดย นายสมพงษ์ สระกวี ประธานคณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กล่าวรายงานว่า การปฏิรูปพรรคการเมืองเป็นเจตจำนงร่วมกันของ คสช. และแม่น้ำ 5 สาย ที่อยากเห็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พรรคการเมืองไม่ถูกครอบงำโดยนายทุนและเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่า กมธ.ปฏิรูปประเทศด้านเมือง สปท. มาถึงโค้งสำคัญถ้าการเสนอล้มเหลวไม่เป็นผลก็เท่ากับการยึดอำนาจในเดือน พ.ค. 2557 ล้มเหลว และการยึดอำนาจครั้งนั้นให้เหตุผลสำคัญว่าการยึดอำนาจครั้งนั้นเป็นการยึดอำนาจครั้งสุดท้ายเพื่อเข้ามาจัดสรรปฏิรูปการใช้อำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจ
“ข้อเสนอ กมธ.ปฏิรูปประเทศด้านเมือง สปท. ไม่เคยมีการเสนอให้มีการเซตซีโร่พรรคการเมือง แล้วตั้งพรรคการเมืองใหม่ เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองมโนไปเองว่าคสช.จะตั้งพรรคการเมืองเองขึ้นใหม่ เพื่อให้นักการเมืองไหลเข้ามา กมธ.ไม่ได้มุ่งหวังทำลายพรรคการเมืองหรือนักการเมือง หรือต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตย แท้ที่จริงเราอยากเห็นการดำเนินการของพรรคการเมืองเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรมและเชื่อโดยบริสุทธิ์ว่าการยึดอำนาจครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหากเราไม่ร่วมมือกันการเมืองเดิมๆ ก็จะกลับมา”นายสมพงษ์ กล่ว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ยุติการอภิปราย โดยนัดอภิปรายอีกครั้งก่อนลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรายงานทั้ง 2 ฉบับในวันที่ 13 กันยายนนี้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นต้นไป

