ยุทธศาสตร์วัคซีน VS ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองของไทย ภาค 2
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เขียนบทความเรื่อง ยุทธศาสตร์วัคซีน VS ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองของไทย ภาค 2 มีรายละเอียดดังนี้
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังระส่ำกับภัยโควิดที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกับเศรษฐกิจแบบลากยาว ทุกสายตาจับจ้องไปที่พี่ใหญ่และภาคีกลุ่มมหาอำนาจว่าใครที่จะออกมาแสดงตัวกอบกู้โลกในครั้งนี้ ซึ่งในระบบนิเวศน์ของสังคมโลกตอนนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือฟากสหรัฐฯ จับมือกับพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรป และฟากรัสเซียกับจีน
ย้อนไปสมัยโควิดยังไม่มา ประเด็นนโยบายทางเศรษฐกิจมักจะเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกสายตาจะจับจ้องว่าทั้งสองฝั่งจะมีนโยบายแฝงประโยชน์อะไรที่เชื้อชวนให้กลุ่มประเทศเหล่านั้นซูฮกอยากเข้ามาเป็นพวกหรือภาคีร่วม หรือบางทีก็มีการอ้างอิงถึงการใช้ Soft Power ในรูปแบบต่างๆ เช่นด้านวัฒนธรรม สื่อ หรือการศึกษา เพื่อเข้าไปยืนในใจของประชาคมโลก ไทยเราเองในฐานะประเทศที่ยังมีความสำคัญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมือง (geopolitics) สำหรับทั้งจีนและสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในวังวนของการเกลี้ยกล่อมและกดดันมาโดยตลอด
แต่ช่วงนี้พูดกันตรงๆ ว่าถ้าภาคีมหาอำนาจไหนจะซื้อใจจากประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้ผลรวดเร็ว ชัดเจน และทันใจเท่ากับเรื่องการทำยังไงให้ประชาคมโลกเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและเสมอภาคแล้ว
ทาง IMF เค้าประเมินว่าถ้าจะให้ 70% ของประชากรโลกได้รับวัคซีนภายในเดือนเมษายนปีหน้าจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ฟังดูเยอะมหาศาลแต่ดูกันดีๆ เทียบได้กับแค่ 0.13% ของ GDP กลุ่มประเทศ G7 ที่เพิ่งประชุมกันไปเดือนก่อนเอง) และถ้าทำได้จริง IMF ประเมินว่าผลผลิตมวลรวมของโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 9 ล้านล้านเหรียญจากตอนนี้เลยทีเดียว หรือนับเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่สูงถึง 17,900% เลยทีเดียว
สอดคล้องกับภายหลัง 4 ปีที่ทรัมป์เดินหน้านโยบาย America First ไม่แยแสการเสริมสร้างระบบนิเวศน์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก สิ่งที่ ประธานาธิบดีไบเดน ต้องทำคือดึงความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกกลับมาอยู่ในมือว่า พี่ใหญ่พร้อมที่จะทำหน้าที่นำพาสิ่งที่ดีกว่ามาสู่ทุกคนแล้ว
ลองคิดดูสิครับ ถ้าพี่ใหญ่สหรัฐฯ ออกมาผลักดันภาคีให้ช่วยกันจัดหาหรือบริจาควัคซีนอย่างจริงจัง ให้เข้าถึง 70% ประชากรโลกอย่างที่ IMF บอก เศรษฐกิจโลกโตขึ้น ขี้คร้านตัวเองก็ได้ผลประโยชน์เช่นกัน อีกทั้งยังได้ภาพว่าให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอย่างชัดเจน ได้รับการซูฮกอย่างแน่นอน
เรื่องนี้ทั้งสหรัฐฯ และภาคีสหภาพยุโรปเองก็ยังขยับตัวช้าอยู่ทั้งๆ ที่มีงบประมาณและเทคโนโลยีการผลิตวัตซีนที่ทันสมัย สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้ง่ายมาก ซึ่งผมเชื่อว่าอีกไม่นานภาพจะชัดเจนขึ้นและแนวคิดในการบริจาคหรือช่วยจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน
แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นมีนัยยะอะไรกับประเทศไทยเรา ผมเคยให้ความเห็นไว้ในบทความนี้ https://www.matichon.co.th/economy/news_2790002 เกี่ยวกับการเดินเกมยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนสำหรับไทยในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์การเมืองว่าเราเองก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์การเมืองอย่างมากกับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ สองประเทศคู่ปรับทางการค้าและอุดมการณ์เชิงระบบการปกครอง
ดังนั้นรัฐบาลไทยเราต้องรีบเล่นไปตามน้ำ เดินเกมอย่างแยบยลและพยายามใช้สถานภาพของประเทศที่มีความสำคัญด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมืองของเราในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้วัคซีนที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดในจำนวนที่มากที่สุดให้ได้ ณ เวลานี้เราถือไพ่อะไรอยู่ก็ต้องหยิบมาใช้แล้ว เอาวิกฤติมาเป็นโอกาสและพลิกเกมให้ประเทศที่ถูกมองเป็นเบี้ยล่างมีแต้มต่อบ้างครับ

