20 ก.ค. ยกระดับล็อกดาวน์เพิ่ม 13 จังหวัด สธ.ชี้ 2 เดือนติดเชื้อไม่ลด-คุมแบบ ‘อู่ฮั่น’

20 ก.ค. ยกระดับล็อกดาวน์เพิ่ม 13 จังหวัด สธ.ชี้ 2 เดือนติดเชื้อไม่ลด-คุมแบบ ‘อู่ฮั่น’

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 28) สาระสำคัญระบุว่า สถานการณ์การระบาดของโควิดยังคงรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง เสี่ยงเกิดภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อประเมินสถานการณ์หลังบังคับใช้ข้อกำหนด (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ปรากฏว่ายังไม่อาจชะลออัตราการเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มต่อเนื่อง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจังเพิ่มเติมขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลงโดยเร็วที่สุด

นายกฯ จึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติ อาทิ เพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด อีก 3 จังหวัด คือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมเป็น 13 จังหวัด จากเดิมมี 10 จังหวัด คือ กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา

ทั้งนี้ ข้อกำหนดส่วนใหญ่ จะเหมือนกับฉบับที่ 27 อาทิ

1.ให้ประชาชนในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด เลี่ยง จำกัด หรืองดเว้นภารกิจที่ต้องเดินทางออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหสถาน ในเวลา 21.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น

2.ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้เปิดจนถึง 20.00 น. ห้ามการบริโภคในร้าน ให้ซื้อนำกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น

3.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดบริการได้เฉพาะแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกยาและเวชภัณฑ์ พื้นที่ซึ่งจัดให้เป็นการให้บริการฉีดวัคซีนหรือบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขอื่นๆ ของภาครัฐ ให้เปิดถึงเวลา 20.00 น.

4.ร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด ให้เปิดถึงเวลา 20.00 น. 6.การขนส่งสาธารณะให้จำกัดผู้โดยสารไม่เกิน 50% ของความจุผู้โดยสารของการขนส่งสาธารณะแต่ละประเภท 7.ห้ามจัดกิจกรรมมีความเสี่ยง ห้ามรวมกลุ่มเกิน 5 คน และให้ภาคราชการ ทำงานที่บ้านแบบ 100% สำหรับงานที่ต้องทำในสถานที่ทำงาน ให้ทำได้เท่าที่จำเป็น สำหรับบริษัทเอกชนขอความร่วมมือทำงานที่บ้านอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม เป็นเวลา 14 วัน หรือถึงวันที่ 2 สิงหาคม ส่วนการจำกัดผู้โดยสารระบบขนส่งสาธารณะไม่เกิน 50% มีผลบังคับใช้วันที่ 21 กรกฎาคม

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศปก.ศบค.) กล่าวว่า หลังมีมาตรการออกมา เบื้องต้นประมาณ 30 วัน จะประเมินผล แต่จะประเมินตั้งแต่ 14 วันแรก ในส่วนศปก.ศบค.จะประเมินผลย่อยในช่วง 7 วันด้วย คราวที่แล้วตั้งเป้าไว้ 14 วัน แต่พอ 7 วันผ่านไป อาจารย์แพทย์แนะนำว่ายังน่าห่วงจำเป็นต้องปรับมาตรการเข้มข้นขึ้น ในทางการเราจะประเมินทุก 14 วัน แต่ความจริงจะประเมินผลทุกวันอยู่แล้ว พอ 7 วันแล้วถ้าดูว่าน่าจะปรับก็ปรับ

เมื่อถามว่าการประเมิน 7 วันรอบแรก หากติดเชื้อเพิ่มในส่วนของรายจังหวัด ต้องปรับมาตรการใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีหลายวิธีอาจจะเพิ่มทั้งจังหวัด กิจกรรมกิจการ แต่ต้องฟังการแพทย์เป็นหลักจะชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการแค่ชะลอ ไม่ให้ตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีมาตรการเข้มขึ้น จะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงขอความร่วมมือทุกคนร่วมมือกันดูแลตัวเอง คาดว่าในอีก 2 สัปดาห์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ลดลง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มมาตรการเข้มขึ้นเพื่อควบคุมการระบาด แต่หากแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูงต่อเนื่อง ใน 2 เดือน มีแนวโน้มจะใช้มาตรการคล้ายเมืองอู่ฮั่น ของจีน คือล็อกดาวน์เมือง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นั่นคือประชาชนอยู่บ้าน งดการเดินทาง หรือถึงขั้นต้องส่งข้าว ส่งน้ำตามบ้าน ขณะนี้มีการจัดหาวัคซีนเพิ่มทั้งซิโนแวค และไฟเซอร์ และเตรียมเจรจาเพิ่มอีก ยืนยันการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส แต่เจรจาเพิ่มอีก 50 ล้านโดส

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตร.ใช้ไม้แข็งสลายการชุมนุม ม็อบฮือไล่ ‘ประยุทธ์’ – ทวงวัคซีน
บทความถัดไป09.00 INDEX : ความจริง รัฐบาล สาธารณสุข ขัดแย้ง กับ ‘แอสตร้า เซนเนก้า’