นักการเมือง-อาจารย์ ค้าน’กกต.’เพิ่มดาบ แจกโทษเลือกตั้ง4ใบ

13.09.16 | 16:40 น.

นักการเมือง-อาจารย์ ค้าน’กกต.’เพิ่มดาบ แจกโทษเลือกตั้ง4ใบ

หมายเหตุ – ความเห็นของนักการเมืองและนักวิชาการ กรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำหนดฐานการกระทำความผิด 4 กรณี และลงโทษโดยแจกใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง และใบดำ

พงศ์เทพ เทพกาญจนา
แกนนำพรรคเพื่อไทย(พท.)

เท่าที่ดูจากรายละเอียดตามข่าวถึงแม้ไม่ชัดเจนก็พอสรุปได้ว่า ใบเหลืองเป็นเรื่องทั่วไปที่ กกต. มีอำนาจอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ ส่วนใบส้มนั้นกฎหมายเก่าก็มีอยู่ในเรื่องของการระงับสิทธิ 1 ปี แต่ตามกฎหมายเก่าเขาให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งประกอบด้วยประธานของคณะกรรมการกฤษฎีกาทุกคน เป็นผู้ตรวจสอบแล้วส่งเรื่องไปยัง กกต. แต่ไม่ทราบว่าในร่างใหม่นี้จะมีการตรวจสอบหรือไม่

สำหรับใบแดง ปัจจุบันก็มีใบแดงอยู่ แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ กกต.ยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกา เมื่อมีหลักฐาน หรือข้อมูลว่ามีการรู้เห็นว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าจะถอนอะไร ระหว่างถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยการถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้นจะเท่ากับใบดำ นั่นคือถอนสิทธิตลอดชีวิต แต่ยังสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ แต่การถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น จะทำให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ แต่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาคือ 10 ปี

Advertisement

เรื่องนี้น่าจะมีหลักเกณฑ์เขียนไว้ในกฎหมายลูกให้ชัดเจนเพราะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ให้ศาลคอยพิจารณาเป็นรายคดีไป ถ้าเขียนให้ชัดเจนลงไปก็จะทำให้มีความชัดเจนขึ้นเพราะการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะนั้นมีความแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ กกต.คือ กกต.มีเพียง 5 คน เวลาพิจารณาเรื่องต่างๆ ไม่ได้พิจารณาแบบองค์คณะผู้พิพากษา แต่มีคณะอนุกรรมการสรุปรายงานให้ กกต.ใหญ่ ผมเชื่อว่า กกต.ใหญ่ไม่มีทางที่จะอ่านสำนวนได้ครบทุกสำนวนแน่นอน ความน่าเชื่อถือจึงไม่มีเพราะอำนาจไปอยู่ที่คณะอนุกรรมการว่าจะชงเรื่องต่างๆ ส่งมาให้พิจารณาอย่างไร

ดังนั้น การพิจารณาออกใบส้ม ใบดำ หรือใบต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเราสามารถสร้างระบบการทำงานของ กกต. ให้เป็นที่น่าเชื่อถือจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจขึ้น

วิรัตน์ กัลยาศิริ
ห้วหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

ที่กกต.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยกำหนดฐานกระทำความผิดที่แบ่งเป็นใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง และใบดำนั้น ผมคิดว่ากรณีการตัดสิทธิผู้สมัครไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม กกต.ทั้ง 5 คน ต้องทำหน้าที่ได้เพียงแค่เป็นผู้เสนอเท่านั้น ส่วนการตัดสินควรจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง แม้ว่าจะบัญญัติให้ กกต.รับฟัง แต่ไม่มั่นใจว่าจะรับฟังได้เพียงใด เพราะฉะนั้นการตัดสิทธิไม่ว่าจะเป็นใบอะไรก็ตามต้องเป็นเรื่องที่ 5 เสือ กกต.เห็นพ้องต้องกัน และเสนอไปยังศาล อันเป็นจุดสุดท้ายในการวินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะว่าประเด็นดังกล่าวจะเป็นการกระทบสิทธิของประชาชนด้วย

ทั้งนี้ การที่มีมาตรการคัดสรรนักการเมืองที่ดี มีความบริสุทธิ์ ตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าอำนาจการตัดสินใจต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง กกต.กับศาล ไม่ว่าจะศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกา ก็อยู่ที่การออกแบบ ดังนั้นหากอยากได้นักการเมืองน้ำดี ไม่มีการทุจริต ตรงนี้ใครๆ ก็เห็นด้วย แต่ต้องมีการออกแบบและถ่วงดุลให้ชัดเจน อย่าไปเทน้ำหนักไว้ที่ กกต.เพียงอย่างเดียว

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งของ กกต. เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจ กกต.เข้าไปอีก ก็เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เจตนารมณ์เขาต้องการจะปราบพวกโกงการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเดียว

ในอดีตไม่มีการตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญก่อนฉบับ 2540 มีหรือเปล่า แต่ที่ชัดเจนคือฉบับ 2540 มีเรื่องตัดสิทธิแล้วแต่ไม่ชัดเจน เขาจึงออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่ออกมาแล้วก็มีปัญหาเรื่องอำนาจให้ใบเหลือง-ใบแดง โดยเฉพาะใบแดงที่เป็นการตัดสิทธิ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงได้เองหรือไม่ ตอนนั้นก็เป็นประเด็นถกเถียงในวุฒิสภา สุดท้ายก็เลยให้เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา

ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 อำนาจนี้ก็ไปอยู่ที่ศาลฎีกา ในอดีตก่อนจะมี กกต. การฟ้องร้องเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งจะเป็นอำนาจของศาล แล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากว่าศาลจะตัดสินคดีคนที่ถูกฟ้องว่าโกงเลือกตั้งก็เป็น ส.ส.จนครบเทอมแล้ว นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตั้ง กกต.ขึ้นมา แต่ตอนนี้ในที่สุดก็ย้อนไปอีหรอบเดิมนำไปขึ้นศาลฎีกา ศาลเดียวตัดสินเลย นี่เป็นหลักกฎหมายไทยเรา อำนาจในการตัดสินลงโทษใครโดยเฉพาะการลงโทษในการตัดสิทธิทางการเมือง แม้ไม่ใช่การลงโทษทางอาญา ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็นอำนาจของศาลมากกว่า

ใบดำนี่เขาจำเป็นต้องมีอยู่แล้ว ตามกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันใบแดงตัดสิทธิแค่ 5 ปี สรุปแล้วอำนาจก็ไหลไปรวมอยู่ที่ศาลหมด สุดท้ายศาลต้องเป็นคนตัดสิน เพียงแต่ กกต.ต้องชี้ก่อน เหมือน ป.ป.ช.ที่ชี้มูลมาก็ไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วไปตัดสิทธิเขา ทำนองเดียวกัน นี่คือคดีเลือกตั้ง เขาเรียกศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง อำนาจอยู่ที่ศาลหมด

ในระบบของต่างประเทศไม่แน่ใจในประเด็นนี้ ในอเมริกาเคยมีปัญหาตอนประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แข่งกับรองประธานาธิบดีอัล กอร์ มีการร้องกันที่ศาล แล้วมีคนหยิบยกประเด็นขึ้นมาว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่เป็นเรื่องการเมือง นี่เป็นรัฐธรรมนูญของเขา ฉะนั้นของอเมริกาถ้ามีการฟ้องร้องเรื่องโกงเลือกตั้ง ไม่แน่ใจว่าเขาตัดสินกันยังไง แต่ไม่น่าจะเป็นอำนาจของศาล

เรื่องการตัดสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต ในต่างประเทศคิดว่าไม่น่าจะมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการโกงการเลือกตั้งเขาอาจจะไม่มีเหมือนแบบของเรา การโกงแบบเราโดยเฉพาะการใช้เงินซื้อเสียงรายหัว เท่าที่ลองคุยกับเขาที่อเมริกาไม่มี แต่ประเทศกำลังพัฒนาแบบเราอย่างฟิลิปปินส์ ผมถามเพื่อนที่เป็น ส.ส. เขาก็หัวเราะบอกว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ฉะนั้นเรื่องการให้สิ่งตอบแทนอาจจะมีความซับซ้อนมากกว่า ลุ่มลึกมากกว่า แต่สุดท้ายคือการได้ผลประโยชน์เหมือนกัน

อย่างระบบของอเมริกาเขาถือว่าการให้ระดมเงินเพื่อเอามาใช้จ่ายในการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติ คนที่เขาเอาเงินไปก็ไปจ้างคนมาช่วยกันหาเสียง ถ้าเป็นกฎหมายบ้านเราอาจถือว่าผิดก็ได้

ฉะนั้นผมจึงคิดว่าของเราเป็นลักษณะเฉพาะ เรื่องการโกงเลือกตั้งแท้ที่จริงคือใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กันทางการเมือง โดยเฉพาะสำหรับคนที่แพ้เลือกตั้ง ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองแพ้ ต้องบอกว่าอีกฝ่ายโกงการเลือกตั้ง ของเราจึงมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเขา เราไม่มีการยอมรับว่าคุณชนะเราโดยขาวสะอาดบริสุทธิ์ ทุกที่ไปร้อง กกต.กันหมด เลยกลายเป็นประเด็นทางข้อกฎหมายต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

ในทางการเมืองน่าเป็นห่วงแน่นอน เพราะ กกต.ควรจะมีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้นเอง แต่นี่กลายเป็นเปาบุ้นจิ้นด้านการเลือกตั้ง แล้วถ้า กกต.มีทัศนคติทางลบต่อระบบการเมือง ระบบเลือกตั้งก็เสียหายยุ่งยากไปหมด ถ้าบอกว่าฉันเป็นเปาบุ้นจิ้น ถ้ามีอะไรผิดเล็กน้อยต้องแจกใบดำ-ใบแดง-ใบส้ม-ใบเหลืองกันอุตลุดหมด ผมคิดว่าทำให้ระบบการเมืองฝ่อ ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ใบส้ม ใบดำ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยมี เข้าใจว่าเป็นเจตนาดีที่พยายามสร้างระบบการเลือกตั้งให้ปราศจากการทุจริต แต่คิดว่าเป็นสิ่งไปเพิ่มความซับซ้อนให้กระบวนการมากจนเกินไป เพราะโดยหลักการแล้ว การเลือกตั้งคือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง จึงควรทำให้ง่าย เพื่อให้คนมาเรียนรู้การเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปทำให้ยุ่งยาก ยิบย่อย จึงไม่เห็นด้วยหากจะมีการใช้ใบส้มและใบดำ เพราะแทนที่จะเป็นการป้องกันการทุจริต จะกลายเป็นการตรวจสอบ ซึ่งไม่ส่งเสริมบรรยากาศการเลือกตั้ง เนื่องจากทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว เหมือนถูกจับผิด

ดังนั้น ควรใช้วิธีอื่นจะเหมาะสมกว่า เช่น ให้นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมถึงเอ็นจีโอและนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งช่วยดู

สำหรับการลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะมากเกินไป การใช้ยาแรงอย่างนี้อันตราย การลงโทษต้องมี เพื่อจะบอกว่าถ้าทำอย่างนี้จะได้ผลอย่างนี้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต

ส่วนประเด็นที่ว่าเป็นการให้อำนาจ กกต.มากเกินไปหรือไม่นั้น คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความพยายามที่จะยื้อแย่งอำนาจกัน ระหว่างมหาดไทยกับ กกต.ต้องแบ่งสันปันส่วนอำนาจให้ลงตัวเพื่อเข้าไปมีบทบาทในการจัดการ

การเลือกตั้ง

กรณีเช่นนี้ในต่างประเทศไม่ชัดเจนขนาดนี้ เช่น มีการลงโทษ แต่ไม่เข้มข้นขนาดนี้ เรามองทุกอย่างเป็นทุจริตหมด ใช้ยาแรงหมด แทนที่จะส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง