เดินหน้าชน : ที่พึ่งสุดท้าย

มีคำถามตามมามากมายว่า เมื่อรัฐบาลประกาศยกระดับการล็อกดาวน์ให้เข้มข้นขึ้น แล้วจะเดินหน้ายังไงกันต่อ

เพราะการล็อกดาวน์ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับการล็อกดาวน์เมื่อเดือนเมษายน 2563 ดูเหมือนครั้งนี้จะรุนแรงยืดเยื้อเรื้อรังมากกว่าเดิม

ครั้งที่แล้วเศรษฐกิจฟื้นค่อนข้างเร็ว กิจกรรมต่างๆ ขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากอัดอั้นมาจากการล็อกดาวน์

เมื่อรัฐบาลเริ่มคลายล็อก ความต้องการบริโภคหรือดีมานด์ พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ก่อนการระบาดรอบใหม่จะตามมาติดๆ

สำหรับรอบนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เพราะการระบาดรอบนี้จากเชื้อสายพันธุ์เดลต้า

เป็นเชื้อกลายพันธุ์พัฒนาให้ส่วนหัวแหลมขึ้น เกาะจับได้เร็วและแน่นขึ้น

ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่ายและมีอาการรุนแรงมากขึ้น

ส่งผลให้การแพร่กระจายเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ทำให้โควิด-19 แพร่ระบาดเข้าไปยังชุมชนต่างๆ ที่มีคนอยู่มากๆ

โดยเฉพาะภาคการผลิต อย่างโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

หลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีพนักงานติดเชื้อจำนวนมาก

และยังนำไปติดกับคนในครอบครัว แพร่ไปถึงทางบ้านในต่างจังหวัด

ยังมีแคมป์คนงานก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างในวงกว้าง

เมื่อภาคการผลิตชะงัก ย่อมส่งผลกระทบต่อซัพพลาย หรือการผลิตสินค้าป้อนความต้องการผู้บริโภค

ที่สำคัญการบริหารวัคซีน เมื่อประเมินพลาด นึกว่าจะซื้อเวลา รอวัคซีนเป้าหมายได้

เหมือนเป็นการหวังน้ำบ่อหน้า เมื่อวัคซีนมาช้า แถมมาแล้วคุณภาพยังสู้คนอื่นไม่ได้ ปัญหาจึงลุกลาม

เมื่อการรับมือเกิดความล่าช้า แต่เดลต้ามันไม่รอใคร แถมฤทธิ์เดชยังมากกว่าเดิม

จึงทำให้ไม่ใช่แค่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่ระบาดอย่างนี้ทั่วโลก

การแพร่ระบาดรอบนี้ น่ากลัวตรงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า เราจะสามารถเปิดเมืองได้เมื่อไหร่

คงมีเพียงความหวังน้ำบ่อหน้าว่า วัคซีนต้องมาตามที่บริษัทผู้ผลิตรับปากไว้

และผู้รับผิดชอบมีฝีมือหาวัคซีนเข้ามาได้อย่างเพียงพอและรวดเร็วเท่านั้น

แต่ในระหว่างการรอคอย สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ยอดผู้ติดเชื้อวันละหมื่นกว่า แต่คนหายป่วยวันละประมาณ 5 พันกว่า

นั่นหมายความว่ามีผู้ติดเชื้อทั้งที่มีอาการและมีอาการหนักบ้าง เบาบ้าง

แต่ต้องเข้าสู่ระบบสาธารณสุขวันละ 5-6 พันคน จึงทำให้เกิดปัญหาผู้ป่วยล้นระบบสาธารณสุขวิกฤตอย่างในขณะนี้

หากย้อนไปดูปีที่แล้ว จะเห็นว่ามาตรการล็อกดาวน์หนักกว่าตอนนี้ บางคนยังคิดว่าล็อกแรงเกินไป

ปีนี้ล็อกเบากว่า แต่เชื้อไวรัสระบาดรุนแรงกว่าเดิม

เมื่อใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบไล่ตามปัญหา ยอดป่วยและเสียชีวิตจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้

ยังมีเรื่องชุดตรวจโควิด เครื่องวัดออกซิเจน กลายเป็นของหายาก

เพราะดูเหมือนว่าหน่วยงานรัฐขับเคลื่อนรับมือกับปัญหาล่าช้าเกินไปหรือไม่

ตอนนี้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือ ต้องดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายต่อเนื่อง และหาความรู้เยอะๆ

เพื่อรับมือกับมหันตภัยไวรัสโควิด-19 ให้ได้

เพราะตอนนี้คงจะหวังพึ่งภาครัฐได้ยาก ในสถานการณ์เช่นนี้

ยกเว้นจะปรับวิธีรับมือ โดยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตเป็นบทเรียน

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไม่นิ่งเงียบอีกแล้ว! เวย์ ไทเทเนียม ลั่นถึงเวลาต้องเปลี่ยน คนไทยควรเลือกได้ว่าต้องการใคร เพื่อสิ่งที่ดีกว่า
บทความถัดไปแจงบริหารวัคซีนต้านโควิด ฉีดแล้ว-เคลียร์ปมค้างสต๊อก