“วิญญัติ” จี้ยกเลิกคำสั่งคสช. ปลดล็อกอำนาจทหารคุมตัวปชช.

13.09.16 | 17:58 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ได้ให้ความเห็นถึงกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 55/2559 ในข้อ 2 ที่ให้เจ้าพนักงานตามคําสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 3/2558และฉบับที่ 13/2559 ยังคงมีอํานาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไปนั้น ว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ยกเลิกการใช้อำนาจทหารและการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร โดยขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ 3/2558และ13/2559 เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจะเห็นได้ว่าในทางปฎิบัติ เจ้าหน้าที่ทหารจะเป็นผู้นำตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของหน่วยงานเข้าจู่โจมบ้านเรือนประชาชนเพื่อตรวจค้นจับกุมโดยไม่มีหมายของศาลแล้วยังนำตัวไปคุมขังในสถานที่ที่มักจะเป็นค่ายทหาร โดยเจ้าหน้าที่ทหารกลับนำตัวผู้ถูกตรวจค้นจับกุมไปสอบสวนในสถานที่ปิด ทางเจ้าหน้าที่ใช้คำว่าเชิญตัวไปซักถาม แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีใครรับทราบนอกจากตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ถูกสอบสวน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียงเป็นข้อเท็จจริงตามที่ต้องการ หรือมีมูลพอในการตั้งข้อหา จะพบว่าบางรายมีข้อเท็จจริงพาดพิงเกี่ยวข้องเล็กน้อย โดยการกระทำของผู้ถูกคุมตัวไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญา แต่ถูกตั้งข้อหาหนักอย่างไม่สมเหตุผล

นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนดังกล่าวจะพยายามให้เสร็จภายใน7วัน และนำบันทึกการสอบสวนมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน จากนั้นตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อสอบคำให้การ ตาม ป.วิ.อาญา ในการสอบคำให้การจะให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวยืนยันบันทึกการซักถามในช่วงที่ถูกคุมตัวอีกด้วย ก่อนจะส่งตัวไปฝากขังที่ศาลทหารหรือศาลยุติธรรม โดยคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย พบว่าในบางคดีแม้จะหมดเวลาราชการไปแล้วแต่ยังฝากขังได้ แต่กลับไม่มีโอกาสที่จะได้รับการประกันตัว

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า ในขณะถูกควบคุมตัวนั้น แม้จะมีทนายความที่มาจากสภาทนายความ แต่ทนายความเหล่านั้นมักจะไม่ได้รับความไว้วางใจหรือให้คำปรึกษาแก่ผู้ถูกควบคุมตัว แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ให้ทนายความด้านสิทธิฯ หรือทนายความส่วนตัวเข้าพบทันทีที่ถูกควบคุมตัว กว่าทนายความส่วนตัวจะได้พบตัวผู้ถูกคุมตัวเป็นตอนที่ถูกควบคุมตัวไปฝากขัง ตรงนี้ผู้ถูกควบคุมตัวจะผ่านกระบวนการในชั้นตำรวจตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว หากเป็นคดีที่สนใจของประชาชน ผู้ถูกควบคุมจะถูกนำตัวไปที่เกิดเหตุ ให้ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่แต่งกายคล้ายคอมมานโดหรือหน่วยสวาทพร้อมอาวุธครบมือควบคุมตัวตลอด จุดนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบในคดีได้เพราะหากผู้ถูกควบคุมได้ทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้ว เวลาพิจารณาคดี ศาลอาจมองได้ว่าหากผู้ถูกควบคุมไม่ได้กระทำความผิดจริงทำไม่ไม่ขัดขืนหรือโวยวาย ในข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกควบคุมตัวไม่ขัดขืนอาจเกิดจากความหวาดกลัว และหากผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงจากการซักถามจะถูกนำมาทำแผนผังโยงเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆต่อ ทั้งในคดี และยังไม่ตั้งประเด็นดำเนินคดี แผนผังดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลว่า จำเลยรับสารภาพโดยสมัครใจและมีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแล้วทุกประการ การกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างภาระอันใหญ่ยิ่งให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียอิสรภาพตั้งแต่วันแรก ถูกสอบสวนแบบมาราธอนโดยที่ไม่มีทนายความ และผู้ถูกควบคุมจะถูกตั้งข้อหาหนักเกินจริง เรื่องนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องที่กล่าวมานั้นมันกลับซ่อนอยู่ในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานฯตามคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ 13 /2559 ที่หัวหน้า คสช.ยังไม่ประกาศยกเลิกไปซึ่งไม่รู้ว่าประชาชนจะต้องเผชิญอีกนานแค่ไหน