‘รสนา’ข้องใจรัฐประหารเอื้อกลุ่มทุน ซัด คสช.ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จส่งร่างกม.ปิโตรเลียม

แฟ้มภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน นางสาวรสนา โตสิตระกูล ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การปฏิรูปพลังงานในขณะนี้ โดยระบุว่า

ผ่านไป 1 ปี ในความพยายามจะแก้ปัญหาข้อขัดแย้งกฎหมายปิโตรเลียม ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน แต่ในที่สุดรัฐบาล คสช.ที่อุตส่าห์ส่งรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ลงมานั่งหัวโต๊ะคุยกับตัวแทน คปพ.ซึ่งตอบคำถามรัฐบาลและเสนอแนวทางแก้ไขในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่ในที่สุดรัฐบาลก็หันไปใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ส่งร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยไม่แก้ไขกฎหมายตามที่เปิดให้มีการพูดคุยกับประชาชน และไม่เป็นไปตามผลการศึกษาจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขของกฎหมายปิโตรเลียม และกฎหมายภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 นี่ละหรือคือการปฏิรูปที่อ้างว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม?

หรือนี่ คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อช่วยทะลุทะลวงอุปสรรคให้กลุ่มทุนพลังงานที่ทำไม่สำเร็จในรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่จะทำสำเร็จได้ด้วยรัฐบาลจากการรัฐประหาร ?!?

โดยนางสาวรสนาได้แชร์ข้อความของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ที่ได้สรุปภาพรวมการประชุมเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 มีรายละเอียดดังนี้

สรุปภาพรวมการประชุมเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558 ณ ชั้น 2 ตั้งแต่เวลา 13.30-17.00 น. ดังนี้

1.คุณวิษณุ เครืองาม แจ้งที่ประชุมว่ามีบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้ประชุมกฎหมายที่มีข้อขัดแย้ง ระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง และหน่วยงานของรัฐกับประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุป รวมถึง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514

แต่เนื่องจากคุณวิษณุติดภารกิจกะทันหันจึงมอบให้ คุณสุรชัย ภู่ประเสริฐ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการประชุมต่อไปแทน
2.มีฝ่ายที่เข้ามาร่วมประชุมได้แก่

2.1 สำนักงานรองนายกรัฐมนตรี (คุณวิษณุ เครืองาม)
2.2 กระทรวงพลังงาน (รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและคณะ)
2.3 ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
2.4 ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
2.5 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) (ดร.นพ สัตยาศัย, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, อ.คมสัน โพธิ์คง, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์)

3.การประชุมในช่วงแรกนำเสนอโดย คปพ.มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

3.1 ได้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์และข้อเท็จจริงจากข้อมูลของกระทรวงพลังงานเองว่า ประเทศไทย “สามารถบริหารจัดการ” พลังงานทำให้มีไฟฟ้าเหลือพอใช้สูงเกินมาตรฐานสำรองไฟฟ้าตลอด 20 ปี โดย
3.1.1 ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
3.1.2 จะไม่เกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าแม้แหล่งปิโตรเลียมในเอราวัณและบงกชจะะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565-2566
3.1.3 มีวิธีนำแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในบงกชและเอราวัณกลับมาเป็นของรัฐได้ 100% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยไม่ขาดความต่อเนื่องเมื่อหมดอายุสัมปทานลง และสามารถดำเนินการประมูลให้เอกชนมารับจ้างผลิตได้ การที่เราไม่เกิดวิกฤตไฟฟ้าดับจากแผนการบริหารจัดการข้างต้น จะเป็นผลทำให้รัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูงกว่าเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม มีเวลาพอที่จะร่างกฎหมายให้มีความรัดกุมและรอบคอบ และมีเวลาเพียงพอในการที่จะได้พลังงานทางเลือกในอนาคตที่ปลอดภัย มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ ในราคาที่ถูกลง ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั่วโลก
3.2 ได้พิสูจน์ว่าร่างแก้ไขกฎหมายของกระทรวงพลังงาน ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา นั้นยังมีช่องโหว่ มีข้อบกพร่อง ใช้ดุลยพินิจมาก ซึ่งไม่เป็นไปตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พรบ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พรบ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน แตกต่างจากร่าง พรบ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ…. ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ซึ่งครอบคลุมปัญหาทางยุทธศาสตร์ และสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการฯชุดดังกล่าว
3.3 ได้แสดงข้อมูลและรายงานของธนาคารโลกถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อความมั่นคงและประโยชน์ต่อประเทศชาติ
3.4 ได้รายงานต่อที่ประชุมว่าการที่กระทรวงพลังงานนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีขอความเห็นชอบร่างกฎหมายพลังงานทั้ง 2 ฉบับของกระทรวงพลังงาน โดยอ้างว่าได้ข้อยุติกับภาคประชาชนแล้วนั้น เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ที่ทำให้คณะรัฐมนตรีหลงผิด และ คปพ.ได้ยื่นจดหมายชี้แจงถึงนายกรัฐมนตรีในประเด็นดังกล่าวแล้ว

3.5 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้มีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เข้าร่วมเพื่อพูดคุยให้เสร็จสิ้นในหลักการเสียก่อน แล้วจึงทำการร่างกฎหมายให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน และผู้แทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แต่ที่ประชุมฝ่ายรัฐเห็นว่าน่าจะมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าร่วมเพิ่มเติมด้วย
3.6 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ตั้งโจทย์ต่อมาถึงประเด็นที่ควรจะต้องพิจารณาด้วยว่า :
3.6.1 ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกที่ลดลง ควรเร่งเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมหรือไม่และเมื่อใด?
3.6.2 โครงสร้างราคาและสูตรราคาพลังงานและปิโตรเลียม ควรเป็นอย่างไรที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน อย่างไร?
3.6.3 การจัดสรรปิโตรเลียมอย่างไรให้เป็นธรรมกับประชาชน?
3.6.4 บทบาทของ กฟผ.กับความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ควรเป็นอย่างไร?
3.6.5 แผนการผลิตไฟฟ้าและการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ควรเป็นอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมและการส่งเสริมที่เป็นจริงในทางปฏิบัติ
3.6.6 เมื่อมีความชัดเจนข้างต้นแล้วจึงกำหนดแก้ไข พ.รบ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ให้เป็นไปตามคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน อย่างไร?
3.7 หลังจากฝ่ายเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้นำเสนอข้อมูลข้างต้นแล้ว มีการแลกทรรศนะและข้อมูลกันทุกฝ่าย รวมถึงโต้ถกเถียงกันพอสมควร (ในรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง) หลังจากนั้นแล้วที่ประชุมมีความเห็นดังต่อไปนี้

3.7.1 ให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาข้อเสนอของ คปพ.ใน 3 ประเด็น
ก) ให้ศึกษากฎหมายทั้ง 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานว่าไม่สอดคล้องกับคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน จริงหรือไม่เพราะเหตุใด? และจะสามารถแก้ไขให้เป็นไปตามรายงานผลการศึกษานี้หรือไม่?
ข) ให้ศึกษากฎหมายทั้ง 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานว่ามีความแตกต่างจากร่างกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. …ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) หรือไม่ อย่างไร? และให้ศึกษารายมาตราว่ามาตราใดทำได้หรือไม่ได้เพราะอะไร?
ค) ให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาปัจจัยเวลาที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้นำเสนอว่าสามารถบริหารจัดการได้ ทำให้มีเวลาพอได้หรือไม่อย่างไร?
3.7.2 ให้มีการประชุมครั้งถัดไป (และอาจมีหลายครั้ง) โดยอาจให้มีผู้แทนส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพิ่มเติม เช่น กระทรวงการคลัง ฯลฯ เพื่อให้รับทราบข้อเท็จจริงและหาข้อยุติให้ชัดเจนขึ้น

สรุปผลการประชุมโดย
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon