จับตาศึกซักฟอก ปมร้อนคุมโควิดเหลว เขย่ารัฐบาล

27.07.21 | 10:10 น.
จับตาศึกซักฟอก ปมร้อนคุมโควิดเหลว เขย่ารัฐบาล

จับตาศึกซักฟอก ปมร้อนคุมโควิดเหลว เขย่ารัฐบาล

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีปัญหาการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาลในปัจจุบันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดประสิทธิภาพและล้มเหลว จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

อนุสรณ์ ธรรมใจ
ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์

ผมไม่ได้สนใจสถานะรัฐบาล ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตราบเท่าที่พวกท่านมาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย มีความรู้ความสามารถ และสุจริตในการทำหน้าที่และแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิดให้ประชาชนได้ “นาย ก. นาย ข. นาย ค.” เป็นได้หมดหากมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความรู้ความสามารถและพิสูจน์ให้เห็นว่าแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้

รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเป็นแบบนั้นหรือไม่ ประชาชนผู้มีสติปัญญาพิจารณาได้ หากผู้บริหารประเทศแก้ปัญหาวิกฤตไม่ได้ เป็นความรับผิดชอบของผู้นำต้องลาออกไป หา “คนอื่น” มาทำหน้าที่แทนตามหลักการประชาธิปไตย ใช้กลไกรัฐสภา การอภิปรายต้องนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเกิดประโยชน์ หากเป็นพิธีกรรมประชาธิปไตยก็จะไม่ได้ทำให้สถานการณ์แก้วิกฤตการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด

Advertisement

การเปลี่ยนแปลงทาง “การเมือง” มีทั้งมิติเปลี่ยนแปลงนโยบายไม่เปลี่ยนตัวบุคคล ตลอดจนถึงการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นหรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนสิ่งที่อยู่ในใจของพรรคร่วมรัฐบาลได้ แต่หากพูดตามโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมือง “แบบไทยไทย” หากผลประโยชน์ลงตัวก็อยู่กันต่อไป ได้ผลประโยชน์รวมถึงผลประโยชน์ในทางการเมืองและคะแนนนิยมทางการเมืองด้วย ไม่มีใครอยากอยู่กับรัฐบาลที่คะแนนนิยมตกต่ำสุดขีดหากอยู่ก็ต้องมีผลประโยชน์อย่างอื่นชดเชยหรือมีปัจจัยบางอย่างทำให้อยู่ร่วมกันได้ต่อไป

พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีรากฐานของการรวมตัวด้วยชุดความเชื่อหรือชุดอุดมการณ์บางอย่าง แต่มักเป็นพรรคการเมืองที่รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์อื่นๆ ร่วมกันได้ และมักจะเป็นพรรคการเมืองที่ขึ้นอยู่กับแกนนำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมาชิกหรือมวลชนเท่าไหร่ เพราะพัฒนาการพรรคการเมืองเราไม่ได้เติบโตแบบพรรคที่มีฐานมวลชนขนาดใหญ่ เช่น พรรคแรงงาน พรรคอนุรักษนิยม พรรคริพับลิกัน พรรคเดโมแครต พรรคชาตินิยม พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ดังนั้น ตราบที่ “ผลประโยชน์ลงตัว” พรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่กันต่อไปได้ การอภิปรายในรัฐสภามีผลระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างมากที่สุด คือ การปรับคณะรัฐมนตรี ส่วนการลาออกของผู้นำจากความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารวิกฤตคงยาก จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หากดูจากลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่ผ่านมา การใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและความรุนแรงต่อผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองและผู้วิพากษ์วิจารณ์ล้วนเป็นสัญญาณถึงวิธีคิดและการกระทำได้เป็นอย่างดี

การปฏิบัติการจิตวิทยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐสร้างความเกลียดชังและความแตกแยกโดยรัฐบาลไม่ห้ามปราม ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยบอกเราได้ว่ารัฐบาลมีรูปแบบการตัดสินใจแบบใด การสร้างชุดความจริงบางอย่างขึ้นมาทั้งที่เป็นการบิดเบือนและความเท็จ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนอะไรบางอย่าง

ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลบางกลุ่มก็ทำเช่นเดียวกัน ผู้คนนั้นสามารถเห็นต่างและขัดแย้งกันได้เสมอ แต่ถ้าพวกเรามีชุดความจริงที่แตกต่างกัน และชุดความจริงนั้นปลุกเร้าให้เกิดความเข้าใจผิดและเกลียดชังกันก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ความเป็นเอกภาพและร่วมแรงร่วมใจของคนในชาติ จึงฝ่าวิกฤตการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์โควิด เศรษฐกิจ การเมือง จึงต้องช่วยกันแสวงหา และสร้าง ระบบ กลไก กลุ่มผู้นำที่จะมาช่วยทำให้เกิดเอกภาพในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์รุนแรงครั้งนี้ อาจเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแห่งชาติเฉพาะกาล แต่ต้องมาตามครรลองประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงกลไกในสภา จะหนุนเสียงคอลเอาต์อย่างไร? เมื่อประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันเป็นมติมหาชน การคอลเอาต์จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะมีความไม่พอใจและความทุกข์ยากในชีวิตและเศรษฐกิจมากมายจนทนไม่ไหว การทำให้คอลเอาต์ลดลงไม่ใช่ปิดปากด้วยการยัดข้อหาที่ไม่เป็นธรรม แต่ต้องชี้แจงให้เข้าใจ และแก้ปัญหาความเดือดร้อนยากลำบากของประชาชนให้สำเร็จ

ปกติชนชาติไทยเป็นผู้มีความอดทนสูงต่อความไม่ธรรมและความไม่ถูกต้อง เพราะคนไทยรักสันติและเชื่อฟังอำนาจเหนือกว่าอยู่แล้ว พวกเรามีพื้นฐานเป็นแบบนั้นอยู่ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ลักษณะของคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปีในยุคนี้

กลไกรัฐสภาหากมีประสิทธิภาพและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การคอลเอาต์ หรือการเมืองบนท้องถนนก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะทุกๆ ครั้งที่เกิดขึ้นจะมีความสูญเสีย

การคอลเอาต์เพื่อแก้วิกฤตการณ์ของชาติ เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตยและอนาคตของทุกคน ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง รัดกุม เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดีต่อระบอบประชาธิปไตย และผู้ที่จ้องหาโอกาสในการเข้าสู่อำนาจอันไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งกฎหมายและประชาธิปไตย อันหมายรวมถึงกลุ่มทหารที่จะฉวยโอกาสทำรัฐประหารด้วย

และต้องตระหนักและเตรียมรับมือกับการโต้กลับของเครือข่าย “รัฐพันลึก” และเครือข่ายของพวก “ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย” ด้วยความรู้เท่าทัน อดทน และยึดถือแนวทางสันติวิธีและหลักของเหตุผล ขณะเดียวกันต้องไม่หลงอยู่ในห้วงวังวนของมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวัง ความหลอกลวง ความหวาดกลัว จงมีความหวัง เอาความจริงและความกล้าหาญทางจริยธรรมเข้าสู้ การต่อสู้เพื่อให้ “ไทยพ้นวิกฤตโควิด” เพื่อประชาธิปไตยและสันติธรรมไม่ใช่การต่อสู้วันเดียว อาทิตย์เดียว เดือนเดียว หรือปีเดียวจบแน่นอน น่าจะยืดเยื้อมาก

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การอภิปรายปัญหาจากการบริหารสถานการณ์โควิด และความล้มเหลวเรื่องอื่นๆ จะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าประชาชนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่มีผลกระทบจะรู้สึกได้กับการพบเจอความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรมจากการบริหาร โดยมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรี ดังนั้น ประชาชนจะติดตามฟังการอภิปรายมากกว่าครั้งก่อน
แต่การเมืองในสภาก็ต้องยอมรับว่ายังมีความยากลำบากที่จะล้มรัฐบาล เพราะเสียงข้างมากยังเป็นของรัฐบาล ฝ่ายค้านอาจทำได้เพียงการสื่อสารปัญหาสาธารณะ ตอกย้ำความล้มเหลว ขยายฐานข้อมูลสร้างความไม่พอใจให้เกลียดชังรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่เกมการเมืองรัฐบาลยังได้เปรียบ

การใช้ข้อมูลของฝ่ายค้านไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรแปลกใหม่หรือมากกว่าข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบันที่ยอมรับว่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและทันสมัย ซึ่งแตกต่างจากยุคที่ยังไม่มีการใช้ข้อมูลในโลกออนไลน์ไม่กว้างขวางขนาดนี้ แต่ชุดข้อมูลที่สำคัญมากที่สุด คือการตอกย้ำให้ประชาชนเห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาล ทั้งงบประมาณที่ใช้ในการเยียวยา ส่วนของงบที่จะใช้ในเรื่องอื่นที่ยังไม่จำเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนเหล่านี้จะเป็นพลังการสื่อสารทำให้ประชาชนเห็นภาพที่ชัดเจน ฟังเข้าใจได้ง่าย สะท้อนถึงความล้มเหลวจริงๆ

พรรคฝ่ายค้านทั้งเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ต้องลดท่าทีการช่วงชิงการนำซึ่งไม่เป็นผลดี หาก 2 พรรคนี้นั่งคุยสรุปบทเรียนที่ผ่านมา แล้วมุ่งหน้าสู่ยุทธศาสตร์ในการอภิปรายโดยแบ่งงานกันทำตามแนวทางที่ถนัด ทำให้ฝ่ายค้านมีเอกภาพมากขึ้น แม้ว่าอภิปรายแล้วคะแนนเสียงจะแพ้ในสภา แต่ถ้าฝ่ายค้านมีความมุ่งมั่นก็มีโอกาสจะชนะใจจากเสียงสนับสนุนของประชาชน

หากมองว่าการยื่นอภิปราย อาจจะมัดรวมพรรครัฐบาลให้เหนียวแน่นมากขึ้นหรือไม่ ต้องดูจากการสื่อสารของพรรคร่วมโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ สถานการณ์ขณะนี้ยังทำให้รู้สึกว่า ต้องร่วมมือแก้วิกฤตให้ผ่านพ้นไปก่อน วันนี้ยังไม่เห็นรอยปริร้าวหรือปฏิกิริยาของพรรคร่วมรัฐบาล สังเกตจุดยืนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ส่งสัญญาณว่าจะสู้ไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์

เมื่อมองภายนอกอาจจะดูดี แต่เมื่อส่องเข้าไปภายในอาจจะยังไม่เห็นตัวแสดงอื่นๆ ที่ความลึกลับซับซ้อนอาจมีอิทธิพลบางอย่างที่ทำให้พรรคร่วมออกมาแสดงปฏิกิริยาเมื่อไหร่ก็ได้ ประเด็นนี้ทำให้มิติทางการเมืองไทยยากที่จะมีการคาดเดา

ขณะที่รัฐบาลถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนัก ดังนั้น สถานะของรัฐบาลจะอยู่รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลังจากเดือนสิงหาคม หากการแก้ปัญหาโควิดไม่ดีขึ้น วัคซีนมีไม่พอ รัฐบาลตอบคำถามจากการอภิปรายไม่ชัดเจน เชื่อว่ารัฐบาลจะเจอแรงกดดันมากพอสมควร แต่หากช่วงหลังเดือนสิงหาคมสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย พรรคร่วมยังเหนียวแน่นก็เชื่อว่าจะผ่านวิกฤตช่วงนี้ไปได้ถึงช่วงสิ้นปี 2564

สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ต้องติดตามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะใช้ชุดข้อมูลอย่างไร ทั้งการเปิดแผลความล้มเหลวประเด็นด้านเศรษฐกิจและการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายค้านควรมีข้อมูลที่ลึกมากกว่าการเผยแพร่ในสังคมโซเชียลหรือการรายงานของสื่อมวลชน ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะเสียเวลารับฟัง ที่สำคัญการอภิปรายต้องจับประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นชัดๆ ว่าความผิดพลาดล้มเหลว มีนอกมีในหรือไม่ เป็นอย่างไร เช่น เรื่องวัคซีนก็ต้องบอกว่าใครเป็นสาเหตุที่ทำให้วัคซีนมีไม่เพียงพอ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หน่วยไหนบกพร่อง ทำไมบางจังหวัดในภาคอีสานมีวัคซีนไปฉีดเข็ม 3
ให้ตำรวจแล้ว

ในความผิดพลาดและล้มเหลวที่ผ่านมา อาจจะอ้างได้ว่ามีการกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปบริหารสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดแล้ว แต่วันดีคืนดีหลายครั้งเมื่อบางจังหวัดออกมาตรการที่เข้มงวด ระบบบริหารราชการส่วนกลางที่ใช้ชอบอำนาจบริหารที่เรียกว่า ซิงเกิลคอมมานด์ ดูเหมือนไม่พอใจในบางเรื่อง ก็ทำให้มีความสับสนพอสมควร ตกลงว่าไม่รู้จะใช้อำนาจอย่างไรเพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชนเฉพาะหน้า ขณะเดียวกันต้องทำให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลพอใจด้วย เนื่องจากไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดไหนต้องการมีปัญหาในการใช้อำนาจหน้าที่

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ หากพุ่งเป้าเรื่องโควิด ฝ่ายค้านก็ต้องจี้หาเหตุผลให้ผู้มีอำนาจตอบคำถามว่า ทำไมวัคซีนมีไม่พอ หรืออาจจะซื้อวัคซีนที่ดูเหมือนจะไม่มีคุณภาพในราคาสูงหรือไม่ ทำไมการระบาดระลอกตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ล่าสุดโรคระบาดยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติในระยะสั้น เพราะทำงานเชื่องช้าหรือไม่ แต่นายกรัฐมนตรียังประกาศเปิดเมืองใน 120 วัน

ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลชุดนี้สั่นคลอนมาตลอด แต่บรรดาแกนนำนั่งอยู่บนเรือเหล็ก ไม่ว่าจะลมแรงหรือคลื่นใหญ่ เชื่อว่ายังปลอดภัยได้เสมอ ถ้าถามว่าในสถานการณ์หนักหนาสาหัสแบบนี้อะไรที่ทำให้รัฐบาลลุงตู่อยู่ได้แบบสบายๆ ต้องขอให้ถามใหม่ว่าทำไมรัฐบาลนี้จึงอยู่มาได้ทุกสถานการณ์ เพราะมีเกราะป้องกันใช่หรือไม่ หรือแม้แต่วาทกรรมของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ ผมจะอยู่ต่อ ก็แสดงว่าได้ศึกษาทางหนีทีไล่ไว้หมดแล้ว อย่างน้อยถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะได้กลับมาอีก หรือถ้าลาออกก็คงเลือกกลับมาได้อีก

ดังนั้น หลายฝ่ายก็บอกไม่ถูก วิเคราะห์ยาก เพราะถ้าเป็นการเมืองแบบปกติคงไปนานแล้ว จึงต้องยอมรับความจริงด้วยว่า วันนี้การเมืองยังไม่ปกติ แต่สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปแม้จะรู้ว่าผู้มีอำนาจคงอยู่ต่อไป แต่ต้องคิดด้วยว่าอยู่อย่างไรเพื่อให้ผู้คนออกมาสรรเสริญ ถ้าผู้มีอำนาจมีหูที่รับฟังเสียงสะท้อน ก็คงจะนำมาแก้ไขในหลายจุดที่ประชาชนมองเห็นว่าการบริหารสถานการณ์โควิด การกระจายวัคซีนยังมีระบบอุปถัมภ์

สำหรับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลหรือทุกพรรคการเมืองไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครอยากไปเป็นฝ่ายค้าน อย่าไปคิดว่านักการเมืองจะมีความคิดเหมือนคนทั่วไป การอยู่ต่อในรัฐบาลนี้ของพรรคร่วม อาจจะมีเรื่องของสัจจะที่ลงเรือลำเดียวกันแล้วคงทิ้งกันไปไม่ได้ บางพรรคก็อยากมีผลงาน แต่ลับหลังก็ยังมีบ้างที่แอบนินทากันเองหรือตั้งข้อสังเกตว่าทำไมบางจังหวัดได้วัคซีนมากกว่าจังหวัดอื่น

ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ผู้มีอำนาจก็มองว่าเป็นการก่อความรำคาญเท่านั้น เพราะประเมินแล้วสถานการณ์แบบนี้ไม่สามารถพัฒนาไปสู่การรวมพลังได้เต็มที่ เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่ในอำนาจต่อไป ส่วนปลายปีก็คงไม่ยุบสภา แม้รู้ล่วงหน้าว่ายุบสภาแล้วจะได้กลับมาอีก ซึ่งแน่นอนจะมีความชอบธรรมมากกว่าการมีอำนาจเหมือนทุกวันนี้