ปลายทวน จากสถานีกลางบางซื่อ พุ่งไปยัง ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในที่สุด กรณีการฉีดวัคซีนในแบบ ‘วอล์กอิน’ ก็กลายเป็นสนามประลองกำลังอันเกิดขึ้นและมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้ง ‘ภายใน’ ของรัฐบาล
นี่มิได้เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย นี่มิได้เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล ทั้งมิได้มาจาก โทนี่ วู้ดซั่ม หรือจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
หากเป็นผลสะเทือนจากการ ‘ไม่’ บูรณาการภายในรัฐบาล
เริ่มจากการตั้งข้อสังเกตของ ‘ศบค.’ และมีคำเตือนออกมาผ่านกระบวนการแถลงข่าว ตามมาด้วยการสนองข้อมูลโดยปริยายจาก กรุงเทพมหานคร
นำไปสู่การเบียดขบระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย โดยมีศบค.และกทม.เป็นตัวแทนฝ่ายหนึ่ง
กระทั่งในที่สุดหัวหมู่ ทะลวงฟันจากพรรคภูมิใจไทยก็ทนไม่ได้ จำเป็นต้องออกโรง เหมือนกับสายตาจะจ้องมองไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล
แต่ในที่สุดเป้าหมายอย่างแท้จริงก็ยังคงเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือผู้อำนวยการศบค.
เป็นคำถามถึง ‘ศักย์แห่งผู้นำ’ เป็นคำถามถึงปม ‘บูรณาการ’
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดเป็นหินลองทองอันคมแหลม ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะแห่งความเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’
เพราะไม่ว่าอำนาจพิเศษจากพรก.การบริหารในสถานการณ์ฉุกฉิน ไม่ว่าอำนาจที่มีอยู่ในมือจากความเป็นนายกรัฐมนตรี
ยืนยันความเป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยืนยันความแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างเต็มเปี่ยมในการฉายศักยภาพในเชิงบริหารจัดการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ระยะจากเดือนมีนาคม 2563 มายังเดือนเมษายน 2564 เป็นระยะที่ทดสอบฝีมือและความสามารถในการนำ ในการบริหาร
คำถามก็คือ ประชาชนจะฝากฝีฝากไข้ได้หรือไม่
มิใช่เพราะความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องการจัดหาวัคซีนหรอกหรือที่ทำให้ปัญหาบานปลายบานเบอะและส่งผลให้ผู้คนล้มตายลงเป็นใบไม้ร่วง
มิใช่เพราะขาด ‘บูรณาการ’ หรอกหรือทำให้เกิดภาวะกลียุค
กลียุคไม่เพียงมองเห็นผ่านการไปฉีด ณ สถานีกลางบางซื่อ หากแต่ในขอบเขตทั่วประเทศที่ขาดการกระจายวัคซีนอย่างเพียงพอ
ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

