อ.นิเทศศาสตร์ ม.อุบล ชี้รัฐงัดปมเฟคคนิวส์ แค่หวังปกปิดข้อเท็จจริงที่ล้มเหลว

ภาพจาก 'ดาวดิน สามัญชน'

อ.นิเทศศาสตร์ ม.อุบล ชี้รัฐงัดปมเฟคคนิวส์ แค่หวังปกปิดข้อเท็จจริงที่ล้มเหลว

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม สืบเนื่องกรณี ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 29 มีเนื้อหาโดยสรุป ห้ามสื่อเผยแพร่ข่าวที่สร้างความหวาดกลัว และหากฝ่าฝืน กสทช.จะสามารถตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตของ IP Address ได้ทันที

นายธีระพล อันมัย อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ว่า เฟคนิวส์ เป็นข้ออ้างที่แปลกประหลาดมาก ทุกวันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการคือข้อมูลที่จริงที่สุด แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลปกปิดข้อมูล เอาแค่เรื่องผลกระทบจากโควิด 19 สิ่งที่ประชาชนกลัวที่สุด คือการเสียชีวิตและการติดเชื้อ ยอดที่ออกมา จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการคาดการณ์

“ความพยายามอ้างเฟคนิวส์ คือความพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างที่รัฐบาลล้มเหลว ไม่สามารถบริหารจัดการโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือประเด็นที่ 1

ต่อมา ประเด็นที่ 2 คือ ความพยายามปิดปากประชาชน หมายความว่ารัฐบาลเองมีบาดแผลในเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถให้ความกระจ่างกับประชาชนได้ ไม่สามารถบริหารข้อเท็จจริง และข้อมูลที่เป็นจริงได้ เมื่อทำงานในหน้าที่คือการควบคุมโรคระบาดไม่สามารถทำได้ จึงพยายามควบคุมความจริงไม่ให้เล็ดลอดออกมา ขณะที่รัฐบาลพูดถึงข่าวปลอมทั้งหลาย แต่สิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลพยายาม

ภาพจาก 'ดาวดิน สามัญชน'
ภาพจาก ‘ดาวดิน สามัญชน’

ให้ข่าวกับประชาชนคืออะไร เอาอย่างง่ายๆ เช่น กรณีรัฐมนตรีสาธารณสุขบอกว่าภาพคนแออัดที่สถานีบางซื่อ เป็นเพราะมุมกล้อง แต่ความจริงเป็นเพราะไม่กระจายจุดให้บริการฉีดวัคซีนหรือไม่ นอกจากนี้ ข้อมูลหลายอย่าง รัฐไม่ให้กับประชาชนเอง กรณีได้รับวัคซีนบริจาคจากสหรัฐ ก็ฉีดล่าช้า เสาร์อาทิตย์ เชื้อโรคไม่หยุดงาน คนด่านหน้าก็ไม่ได้หยุดงาน แต่กำหนดการจะพบว่าต้องรอการรับมอบกว่าจะได้ฉีด ไม่เพียงเท่านั้น มีประเด็นเรื่องการสำรองวัคซีนส่วนหนึ่งไว้ สำหรับการศึกษาวิจัย 5,000 โดส และสำรองส่วนกลางสำหรับตอบโต้การระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ จำนวน 40,000 โดส ส่วนตัวมองว่าไม่มีความกระจ่าง

โดยหลักการสิทธิมนุษยชน ประชาชนต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ นี่คือสิ่งที่สามารถทำได้ตามแนวคิดเสรีนิยม ต่อให้ความคิดเห็นนั้นๆ ผิดพลาด แต่ก็เป็นสิทธิที่จะแสดงความเห็น หากมีความผิด ก็สามารถใช้กฎหมายพื้นฐานที่มีอยู่แล้วได้ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท แต่รัฐกลับเลือกใช้กฎหมายแรง เพราะเสพติดการใช้อำนาจแบบเผด็จการ จึงออกกฎหมายมาปิดปากประชาชน ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช้กฎหมายแบบนี้” นายธีระพลกล่าว

นายธีระพลกล่าวด้วยว่า 7 ปีแล้วที่รัฐบาลปกปิดข้อมูลบางอย่าง หรือหลายอย่าง แม้แต่สัญญาวัคซีนก็ปกปิด เวลาเผยแพร่สัญญากับแอสตราเซนเนก้า ก็คาดด้วยสีดำบนข้อความจนอ่านไม่รู้เรื่องว่าคืออะไร ทั้งที่เป็นประโยชน์สาธารณะที่ทุกคนควรได้รู้ว่ารัฐกำลังทำสัญญากับใคร ด้วยเงื่อนไขอะไร 7 ปีที่ผ่านมา ประชาชนถูกปิดปากให้ไม่พูดเกินกว่ามนุษย์ที่ต้องมีเสรีภาพจะทนได้ ตัวอย่างง่ายๆ

“เมื่อกลับไปมองที่องค์กรสื่อซึ่งในประเทศไทย องค์กรวิชาขีพสื่อส่วนใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกับคณะรัฐประหาร ตัวแทนของสื่อบางคนไปเป็น ส.ว. ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดในประเทศประชาธิปไตยที่สื่อต้องต่อต้านการยึดอำนาจ การกีดกันเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่ประเทศไทย องค์กรสื่อกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม วันนี้กลายเป็นว่าสื่อที่เคยพินอบพิเทา สยบยอมต่ออำนาจรัฐประหารมา 7 ปี ก็ออกแถลงการณ์ในนาม 6 องค์กรซึ่งสะท้อนว่าจะปิดปากผู้คนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นี่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่าเหลือทนแล้วที่จะยอมให้แก่รัฐบาลที่ใช้อำนาจมาปิดปาก” นายธีระพลกล่าว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กทม.เดินหน้าดูแลผู้ป่วยโควิดทุกกลุ่ม ลุยค้นผู้ติดเชื้ออีกกว่า 336 ชุมชน
บทความถัดไปทุบนิวไฮ สระแก้วพบผู้ติดเชื้อโควิด 385 ราย จากคลัสเตอร์ตลาดโรงเกลืออื้อ 245 คน