มีคำถามตามมามากมาย กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ทุกหน่วยงานเอาจริงเอาจังกับการเผยแพร่ข่าวสาร จนถึงขั้นออกมาเป็นคำสั่งอย่างเป็นทางการ ด้วยการประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาเอาผิดการเผยแพร่ข่าวที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว
ทั้งที่รัฐบาลมีศักยภาพเอาผิดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพ มีบทลงโทษรุนแรงอยู่แล้ว
การเดินหน้าเต็มสูบ กับปัญหาที่ทางรัฐบาลตีขลุมว่าเป็นเฟคนิวส์ โดยให้อำนาจหน่วยงานรัฐภายใต้การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาผิดกับทุกคนที่ทางหน่วยงานรัฐวินิจฉัยเอง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม
ถึงขั้นให้อำนาจปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพแบบรุนแรงสำหรับโลกยุคปัจจุบัน มีคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำไปเพื่ออะไร
มองในแง่ดี อาจเป็นเพราะเฟคนิวส์ ทำให้เกิดผลกระทบกับการบริหารงานรัฐบาลอย่างรุนแรง จึงต้องเอาจริงเอาจัง
ถึงขั้นตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต โดยมีเลขาธิการ กสทช.เป็นหัวหน้าศูนย์ ดูแลเรื่องการสื่อสารข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเป็นการเฉพาะ ทั้งที่รัฐบาลมีหลายหน่วยงานดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว
หรืออาจเป็นเพราะรัฐบาลอาจจะเห็นว่า เริ่มมีกระแสพูดกันหนาหู จนบางคนอาจเชื่อไปแล้วก็ได้ว่ารัฐบาลนี้บริหารงานได้เพราะการด่า เพราะแต่ละเรื่องแต่ละราวที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่ด่า ก็ไม่ขยับ
ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง รัฐบาลบิ๊กตู่น่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะประกาศว่าจะอยู่จนครบเทอม มีเวลาเหลืออีกประมาณ
1 ปีครึ่ง กว่าจะครบ รัฐบาลคงเละแน่นอน
หรือว่าเป็นเพราะรัฐบาลแก้เกี้ยว ออกมาไล่จับคนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เพราะบริหารงานได้ห่วยมาก จึงต้องหาทางโยนความผิดให้คนอื่น
แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนศักยภาพฝีไม้ลายมือในการบริหารงานของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน
สไตล์การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแบบทหาร ชอบสั่ง สั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปแก้ไขปัญหา โดยที่ยังมีคำถามว่าตัวคนสั่งรู้ปัญหาดีแค่ไหน
ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ค่อยได้ลงมาสัมผัสปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ค่อยได้ลงมาคลุกคลีกับชาวบ้านร้านรวงอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่อ่านในหนังสือหรือดูทีวี หรือไปตามงานต่างๆ และแวะทักทายประชาชนที่มาต้อนรับ แล้วบอกว่าผมรู้ทุกอย่าง แค่นั้นคงไม่ได้สัมผัสปัญหาอย่างแท้จริง
ส่วนที่ชอบอ้างว่า นายกฯทำงานหนัก รัฐบาลทำเต็มที่ เสาร์-อาทิตย์ไม่เคยได้หยุด ก็คงจะจริง แต่คงจะเป็นการทำงานแต่บนโต๊ะ ในห้องแอร์ ไม่ค่อยได้ลงพื้นที่จริง จึงไม่ค่อยรู้ปัญหาที่แท้จริง ได้รับแต่รายงาน
และไม่ใช่เป็นเฉพาะช่วงหลังๆ ปัญหาโควิด รัฐบาลมีการเวิร์กฟรอมโฮมเท่านั้น
แต่เป็นมานานตลอดกว่า 7 ปีที่รัฐบาลนี้บริหารงานมา สังเกตได้จากช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ คนทำข่าวจะรู้ดีว่าบรรดานายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่ละคนจะมีหมายไปตรวจราชการที่ไหนกันบ้าง
ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง เสาร์-อาทิตย์จะไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน จะเดินสายพบปะชาวบ้านสม่ำเสมอ
แต่สำหรับรัฐบาลชุดนี้ เสาร์-อาทิตย์ดูเหมือนเป็นวันหยุดเหมือนระบบราชการ มีรัฐมนตรีน้อยคนนักที่จะออกไปพบประชาชน ที่เหลือก็ทำงานเหมือนกับระบบราชการไปแล้ว เรื่องอย่างนี้ถ้าหัวไม่ส่าย หางคงไม่กระดิก
คำถามจึงตามมาว่า แล้วที่บอกว่าจะปฏิรูปประเทศ มันคืออะไรกันแน่ อย่างนี้ไม่น่าใช่ น่าจะเป็นการถอยหลังมากกว่าหรือไม่
แต่ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไม่ออก ไม่ยุบ ไม่ถอดใจ ยังไงก็จะอยู่จนครบเทอม ยืนยันจะอยู่แก้ปัญหาให้สำเร็จ
ก็จะรอดูว่าตอนลงจากหลังเสือ บิ๊กตู่จะลงยังไง
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เอาตอนนี้ก่อน ฝากนายกฯช่วยเร่งตั้ง ศบค.ดูแลด้านสังคมขึ้นมาอีกชุด จะเป็นพระคุณอย่างสูง
เพราะตอนนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก คงไม่ต้องสาธยายว่าหนักขนาดไหน
ช่วยกรุณาเอาจริงเอาจังให้เหมือนไล่จับเฟคนิวส์ ก่อนที่ความสูญเสียจะมากไปกว่านี้
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

